มาดูคีย์แมนสำคัญ ของผีแดง ก่อนศึกวันแดงเดือด!

มาดูคีย์แมนสำคัญ ของผีแดง ก่อนศึกวันแดงเดือด!

 

 

 

หากจะวิเคราะห์บอลก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยากจะเอื้อนเอ่ยกล่าวคำปฏิเสธได้นะครับ ว่าชัยชนะเหนือ ทีมไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส  3 – 0 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถือเป็นเกมที่ทีมปิศาจแดง  ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นได้ดีที่สุดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา

 

ซึ่งขนาดพี่ ไข่มุกดำ คอลัมนิสต์คนดังของ สื่อฮอตสกอร์ ยังกล่าวยกย่องและซูฮกผ่านคอลัมน์ของตัวเองว่านี่คือเกมที่ดีที่สุดของ ทีมปิศาจแดง นับตั้งแต่หมดยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ว่าได้

 

และก็เป็นที่ แน่นอนว่า ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม จนได้รับ ชัยชนะ ที่สวยงามหมดจดดังกล่าว มันก็ทำให้ยอดแข้งของ ทีมปิศาจแดง ยังได้รับคำชื่นชมและกล่าวขวัญถึงอย่างคึกคักจากบรรดาแฟนฟุตบอลของทีม รวมถึงบรรดาสื่อยักษ์ใหญ่และอดีตนักเตะคนสำคัญของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กันไปถ้วนหน้า

 

โดยสำหรับคนที่ดูจะได้รับ คำชื่นชมและจับตามองมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น มารูยาน เฟลไลนี  มิดฟิลด์หัวฟูร่างโย่งชาวเบลเยี่ยม

 

แต่ว่าหากนั่นหาใช่เพียงแค่เพราะพี่โย่งหัวฟูสามารถกดประตูออกนำให้กับทีมได้หรือเพราะเจ้าตัวได้รับการแสดงความชื่นชม จากเหล่าแฟนบอลสาวกปิศาจแดง ในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

เพราะด้วยการยืนขึ้นปรบมือหรือที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งมังค่าว่า  Standing Ovation เมื่อตอนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในช่วงท้ายเกม

 

 

 

 

หรือ แม้ว่ากระทั่งเพราะเจ้าตัวได้รับการโหวตจากแฟนบอลและสื่อมวลชนให้ดำรงตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมทช์ เท่านั้น

 

แต่ทว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ เฟลไลนี่ ได้รับคำชื่นชมและจับตามองอย่างมากก็ เพราะว่าจากเกมดังกล่าว มิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยมผู้นี้ได้แสดงให้เห็นว่าเขาคือคีย์แมนสำคัญของทีม ปิศาจแดง ที่จะขาดไม่ได้แล้วภายใต้ระบบการเล่นของ หลุยส์ ฟาน กัล ณ ขณะนี้

 

แต่เพียงเพราะเหตุใดกัน นักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ไม่เข้าท่า จนถึงขั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม กับสีเสื้อของ ทีมปิศาจแดง นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อฤดูกาลก่อน

 

แถมท้ายยังต้องมาได้รับบาดเจ็บในช่วงต้นฤดูกาลกระทั่งมีข่าวว่าจะถูกขายออกจากทีมด้วยซ้ำ ถึงได้กลับมาผงาดขึ้นมาเป็นคีย์แมนสำคัญให้กับ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้

 

อีกหนึ่ง ความเห็นที่น่าสนใจมาจาก ฟิล เนวิลล์ อดีตนักเตะและสตาฟโค้ชของ ทีมปิศาจแดง ที่กล่าวกับผ่านสื่อชื่อดังของอังกฤษอย่าง บีบีซีถึงเหตุที่ทำให้ เฟลไลนี นั้นกลายเป็นคีย์แมนสำคัญของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ณ เวลานี้

 

โดยที่ เนวิลล์ ผู้น้อง อธิบายกล่าวไว้ว่าที่ เฟลไลนี สามารถผงาดเป็นคีย์แมนสำคัญของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้นั้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน

 

 

 

 

และอย่างแรกเลยเป็นเพราะ หลุย ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ของทีมกล้าที่จะใช้ จุดแข็ง ของ เฟลไลนี นั่นคือความแข็งแกร่งของร่างกายมาเป็นส่วนสำคัญในแทคติคการทำทีมของตัวเอง

 

ถึงแม้จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากแค่ไหนก็ตาม และ เฟลไลนี ก็ดูเหมือนจะตอบแทนความไว้วางใจของกุนซือชาวดัตช์ได้เป็นอย่างดี

 

และอย่างที่สองก็เพราะระบบ ไดเร็ค ฟุตบอล ที่เน้นการครอสบอลจากด้านข้างสนามเข้าไปในกรอบเขตโทษ

 

เป็นการที่หลุย  ฟาน กัล เลือกใช้อย่างเป็นเรื่องปกติในฤดูกาลนี้นั้น เอื้ออำนวยต่อสไตล์การเล่นของ เฟลไลนี ที่มีศักยภาพในการสอดขึ้นมาหาจังหวะเข้าทำที่เยี่ยมยอดบริเวณกรอบเขตโทษ

 

และก็อย่างที่สาม นั่นก็เพราะ เฟลไลนี นั้นถูกส่งลงไปยืนในตำแหน่งที่ตัวเขาถนัดที่สุดและเป็นตำแหน่งประจำในทีมชาติเบลเยี่ยม นั่นคือมิดฟิลด์ Box to Box

 

และก็เหมือนอย่างในเกมกับ ทีมสเปอร์จะเห็นได้จากภาพแผนผังตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุดของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดว่า เฟลไลนี นั้นยืนเป็นมิดฟิลด์คู่กลางแต่จะอยู่ทางฝั่งซ้าย

 

 

 

 

ซึ่งก็มี อันเดร์ เออร์เรร่า อยู่ทางฝั่งขวาและมี ไมเคิล คาร์ริค ยืนห้อยต่ำลงมา ด้วยการยืนในลักษณะดังกล่าว ทำให้ เฟลไลนี  สามารถเป็นมิดฟิลด์ Box To Box ที่เล่นเกมรุกและเกมรับได้ง่ายขึ้น

 

ถ้าจะให้พูดง่ายๆ ก็คือในจังหวะ ทีมสเปอร์ส เป็นฝ่ายครองบอล  เฟลไลนี  จะถอยตัวเองลงมาประกบกับ  ไรอัน เมสัน  มิดฟิลด์ของสเปอร์สและคอยหาจังหวะแย่งบอลและทำลายเกมรุกของ ทีมสเปอร์ส

 

แต่ว่าเมื่อจังหวะทีทีมปิศาจแดงเป็นฝ่ายครองบอล เฟลไลนี จะถีบตัวเองเติมเกมรุกหนีห่างจาก เมสัน เพื่อหาที่ว่างและนั่นก็นำมาซึ่งประตูแรกของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง

 

โดยจากเหตุผลทั้งหมดที่ ฟิล เนวิลล์ ได้อธิบายมาจึงทำให้ ณ ห้วงเวลานี้ มารูยาน เฟลไลนี กลายเป็นนักเตะคีย์แมนคนสำคัญที่ ทีมปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะขาดไม่ได้แล้ว

 

และแน่นอนว่าในเกมบุกเยือนรังแอนฟิลด์ของ ทีมลิเวอร์พูล เพื่อทำ ศึกแดงเดือด สุดสัปดาห์นี้ เฟลไลนี จะเป็นนักเตะที่ ทีมหงส์แดง จะต้องเตรียมตัวมารับมือให้ได้เป็นอย่างดี

 

เพราะไม่เช่นนั้นเจ้าถิ่นมีหวังต้องน้ำตาตกใน แน่นอน

 

และโปรแกรมบอลศึกวันแดงเดือด ทีมลิเวอร์พูล พบ ทีมแมนฯยุไนเต็ด จะแข่งในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมนี้ เวลา 20.30 น ถ่ายทอดสดทาง ช่อง 3 ออร์จินัล และ ช่อง 3 HD

เปเยฯยังไม่ท้อเตรียมแย่งแชมป์,การเมือง กับ กีฬา

โค้ชเปเยฯ ยังไม่ท้อเตรียมแย่งแชมป์

ยอมรับเรือใบเล่นได้ผิดฟอร์ม

 

 

 

 

หลังจากที่โค้ชมานูเอล เปเยกรินี่ เทรนเนอร์ชาวชิลีวัย 61 ปี ผิดหวังลูกทีมเล่นผิดฟอร์ม แถมยังไร้โชค ในเกมที่ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกไปแพ้ ทีมเบิร์นลี่ย์ คารังเทิร์ฟมัวร์ 0-1 แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ท้อในการลุ้นแย่งแชมป์กับ ทีมเชลซี ต้องสู้กันต่อไปจนถึงนาทีสุดท้าย

 

ซึ่งสำหรับใน ศึกลูกหนัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2014 – 2015 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ที่สนามเทิร์ฟมัวร์ ในนาทีที่ 61 โดย จอร์จ บอยด์ ซัดประตูชัยให้ เบิร์นลี่ย์ เป็นฝ่ายเอาชนะแชมป์เก่าปีที่แล้ว ทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปแบบช็อกโลกผลบอล 1 – 0

 

ซึ่งหลังจากจบเกม  มานูเอล เปเยกรินี่ นายใหญ่ถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า! แน่นอน เรากำลังทำบางอย่างผิดพลาดไป เพราะเราไม่ได้ชนะเหมือนที่เราทำได้ตามปกติ แต่ผมไม่ต้องการโฟกัสไปที่นักเตะเพียง 2 หรือ 3 คน เราคือทีมเดียวกัน คือทีมที่มีนักเตะ 22 คน

 

และก็ผมแน่ใจว่าพวกเขาทำดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้แล้ว มันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ มันเป็นฟอร์มการเล่นที่ธรรมดาและผมก็ไม่คิดว่าเราเล่นแย่อะไรมากมาย เราสร้างโอกาสได้มากกว่า พวกเขายิงตรงกรอบเพียงครั้งเดียวและกลาย เป็นประตูที่สวยงาม เราสร้างโอกาสในการทำประตูได้ไม่มากพอและเราก็โชคร้ายด้วย

 

ซึ่งเรานั้นผิดพลาดกันเอง ทำให้ต้องพ่ายแพ้ในเกมที่น่าจะต้องเก็บสามแต้มได้อย่างไม่ยากเย็น ผมไม่ต้องการที่จะโทษผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะเกมรุกที่ไม่เฉียบคมพอ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เราต้องพลาดโอกาสเก็บชัยชนะในที่สุด

 

ในเกมนี้เรามีโอกาสมากทีเดียว รวมถึงมีพื้นที่เข้าทำเยอะอีกด้วย 3 – 4 ครั้ง ที่สมควรเป็นประตู แต่พวกเขามีเพียงจังหวะเดียว และยังเป็นประตูที่งดงามอีกด้วย เมื่อคุณมีโอกาสในทางคณิตศาสตร์ มันก็เป็นไปได้ แต่ในชีวิตจริงมันยากมากกว่านั้น มันสำคัญตรงที่ว่าเราจะเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำอยู่ได้อย่างไร

 

และโอกาสที่จะคว้าแชมป์อยู่ไกลมาก แต่เราต้องสู้ต่อไป เพื่อตำแหน่ง อีกทั้งยังมีเกมสำคัญกับ บาร์เซโลน่า รออยู่ด้วย ซึ่งในอดีตหัวเรือใหญ่ ทีมราชันชุดขาว รีล มาดริด ร่ายยาว! ความพ่ายแพ้ในเกมนี้ทำให้ ทีมอาร์เซน่อล จี้ขึ้นมาเหลืออยู่ 1 แต้ม ขณะที่ ทีมแมนฯ ซิตี้ ตามจ่าฝูง 5 แต้มเท่าเดิม แต่แข่งมากกว่า 2 นัด

 

 

มาดูการเมือง กับ กีฬา

 

 

 

และตามที่สื่อฮอตสกอร์ได้รายงานเรื่องค่าลิขสิทธิ์ที่ฟุตบอล ที่ประธานสโมสรเอสปันญ่อลได้ออกมาเรียกร้อง เมื่อเดือนที่แล้วนั้น

 

ซึ่งตอนนี้ปัญหาดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควรแล้ว ยังเริ่มเป็นไฟลามทุ่ง ที่ใกล้เข้าสู่ทีมระดับใหญ่กันบ้างแล้ว

 

ทีมแอตเลติโก มาดริด ที่ได้เถลิงเมื่อซีซั่นที่แล้วนั้น ค่าถ่ายทอดสดหรือค่าลิขสิทธิ์ทางทีวีมาถึงกระเป๋าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของทีมรองแชมป์ทั้งสองทีมดังกล่าว

 

นั่นทำให้ เอล โชโล่ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ก็ไม่มีการเงินมาบำรุงทีมเพียงพอจะยืดอายุความสำเร็จต่อไปได้อีกซีซั่น

 

และในปีที่แล้ว ทีมตราหมี ของซิเมโอเน่  ได้มาเพียง 30 ล้านยูโร น้อยกว่าสามทีมที่ตกชั้นของพรีเมียร์ลีก เช่น ทีมคาร์ดิฟฟ์ และ ทีมฟูแล่ม ที่ได้อยู่ 50 กว่าล้านยูโร ตามที่สื่อมวลชนสเปนคาดการณ์

 

เหตุการณ์ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ารู้ว่าทีมระดับกลางตารางอย่าง ทีมเลบานเต้ หรือ ทีมเกตาเฟ่ และ ทีมราโย บาเญกาโน่ เอง ต่างกันฟ้ากับเหว เพราะพวกเขาได้รับแค่เพียง 11 ล้านยูโร เท่านั้น

 

ซึ่งตอนนี้ อังเคล มาเรีย บีญาร์ ประธาน RFEF หรือสหพันธ์ฟุตบอลสเปน และ ฆาเบียร์ เตบาส ประธาน LFP ซึ่งเป็นผู้ดูแลในส่วนของลีกการแข่งขันทั้งในระดับลาลีกา และ เซกุนด้า ที่ต่ำกว่าต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่

 

และเนื่องด้วยฝ่ายหลังต้องการจะควบคุมการจัดการฟุตบอลทั้งหมดของประเทศ ทว่าบีญาร์ เองบอกปัดทุกเหตุผล เพราะตำแหน่งของเขาถูกต้องด้วยรัฐบาลสเปน และกระทรวงกีฬา ที่ขึ้นกับการเมืองโดยตรง

 

โดยที่นั่นหมายความว่า ลีกโปรแกรมบอลของสเปนทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอกชน เพราะว่ารัฐบาลยังมีอำนาจในการควบคุมการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศ

 

และถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปละก็ คงหาทางออกเรื่องนี้ลำบากมาก เนื่องจากเป็นที่รู้ว่า ทั้ง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด คือสโมสรการเมืองจ๋าซะขนาดนั้น

 

ในเรื่องนี้ คือการถูกโยนไปที่ ฟีฟ่า รวมถึงยูฟ่า แล้วด้วยซ้ำ แต่เชื่อหรือไม่ว่า เซปป์ แบลตเตอร์ กับ บีญาร์ อาจจะมีลับลมคมในจับไม้จับมืออะไรก็ว่ากันไป เพราะเขาโยนเรื่องมาให้กับรัฐบาลสเปนแก้ไขปัญหากันเอง

 

ถ้าจะให้สรุปก็คือเรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ตราบใดที่ ทั้งฝ่าย LFP หรือ RFEF ไม่หาทางออกร่วมกัน เผือให้ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด เข้ามาอยู่ในมือของเอกชนเป็นผู้ดูแล แล้วจัดจ่ายให้กับทุกทีม อย่างเหมาะสม มากกว่าที่เป็นอยู่

 

และหากทีมใหญ่อย่าง ทีมเรอัล มาดริด หรือ บาร์เซโลน่า จะได้มากกว่าทีมเล็กกันสัก 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ มันก็คงไม่น่าเกลียด เท่ากับ ฟ้ากับเหว มองเห็นตัวเลขแล้ว ต่างกันเป็น 10 เท่าอย่างที่ เรอัล มาดริด ได้รับร้อยกว่าล้านยูโร มันก็เกินไป

 

แต่ถ้าหากว่าทีมเล็กสามารถยืนขึ้นได้ด้วยตัวเอง ตามเงินที่พวกเขาได้รับที่สมควร แน่นอนว่า ลาลีกา จะยกระดับฟุตบอลได้สูงไปเอง รวมทั้งความสนุกของคนดูและแฟนบอลต่างๆ จะทำให้เรตติ้ง มูลค่าการตลาดลีกก็พัฒนาขึ้นไปด้วย

 

ก็ไม่รู้ว่า ฝรั่งมังค่า หน้าคมๆ ชาวสแปนิช จะคิดได้อย่างเราหรือเปล่า

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/

ตกต่ำยิ่งกว่าปราชัย!

ต่ำยิ่งกว่าปราชัย!

 

ฟุตบอล

 

วิเคราะห์ผลบอล: เพราะด้วยความพ่ายแพ้ ไม่ก็ การจำต้องตกรอบตารางบอลในการแข่งขันกีฬานั้น ถือเป็นสิ่งที่เจ็บปวดพร้อมทั้งน่าผิดหวังเสมอเพราะว่าทุกคนที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยถ้าจะมีอะไรที่แย่ไปกว่านั้น ก็คงเป็นการพ่ายแพ้เพราะที่ทุกคนเบ้ปากใส่แล้วเตือนว่าสมควรแล้ว

 

พร้อมทั้งสถานการณ์ของ ฝ่ายเชลซี หลังจบจากเกมแชมเปี้ยนส์ลีกกับ พวกปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตราบใดคืนพุธ น่าจะใกล้เคียงกับที่จั่วหัวเอาไว้

 

ก็เพราะว่าว่านอกจากจักตกรอบไปอย่างชอกช้ำ จากการทำได้แค่ผลบอลเสมอ 2-2 ในบ้านตัวเอง หลังที่มีผู้เล่นมากกว่าถึงสองในสามของเวลาที่เตะกันแล้ว

 

เหล่าสิงโตสีคราม ยังถูกวิจารณ์ อย่างหนักจากการเปิดเผยของนักเตะในสนาม ในจังหวะการฟาวล์ต่อออสการ์ที่ทำให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวเตะคนสำคัญของคู่แข่ง โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไป

 

พร้อมทั้งชัดเจนว่าการตัดสินของ บียอร์น คีเปอร์ส กรรมการชาวดัตช์ ที่คิดว่าจังหวะนี้ควรเป็นใบแดง ถือเป็นวิจารณญาณของเขาเองด้วยที่โดนจวกหนักไม่ปราชัยกัน แต่เยอะแยะคนก็มองว่าการเปิดเผยของนักเตะ พวกเชลซี ที่เข้าไปห้อมล้อมกับโหวกเหวกโวยวายเกินจำเป็นนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

 

 

 

วิเคราะห์บอล

 

 

ซึ่งบรรดาเกจิในแวดวงลูกหนังฟุตบอล ทั้งอดีตนักเตะพร้อมทั้งผู้จัดการเหล่าชื่อดังหลายคน ต่างก็มองไปในทางเดียวกันว่ากองหน้าของ กรุ๊ปเปแอสเชโชคร้ายที่โดนใบแดง พร้อมด้วยพฤติกรรมของนักเตะ คณะเชลซี เป็นสิ่งที่น่าอัปยศอดสู

 

โดยที่ อลัน กรีน คอมเมนเตเตอร์ของ BBC วิเคราะห์ผลบอลพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า มันแย่มากที่ได้เห็นนักเตะมากมายหลายคนแสดงพฤติกรรมแบบนั้นในสนาม ผมจักไม่ปกป้องพวกไร้สมองที่ทำตัวน่าขายหน้าแบบนี้แน่

 

ซึ่ง แกรม ซูเนสส์ อดีตนักเตะและผู้จัดการเหล่าชื่อดัง ได้ออกมา วิจารณ์ออสการ์ที่เจตนาเรียกใบแดงให้คู่แข่งในจังหวะที่โดนทำฟาวล์ด้วย

 

เรียกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องต้องทำเลย มันรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง การที่นักเตะพยายามล้มเพื่อให้คู่แข่งโดนไล่ออก

 

พร้อมทั้งมันไม่ใช่วิถีของอังกฤษ มันกำลังคืบคลานเข้าสู่เกมของเรา ซึ่งผมรู้สึกว่ารับไม่ได้จริงๆ

 

พร้อมทั้งแม้เวลามีใครเข้าระงับคุณ คุณมักจะใคร่ล้มลงไปเพื่อให้เขาโดนเล่นงาน มันน่าสมเพชแบบนี้แหละ ขอบคุณสวรรค์ที่เปแอสเชไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากลับไปพร้อมกับเครดิตที่สมควรได้รับ พวกเขาเป็นพวกที่ดีกว่า

 

ทางด้านเจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลัง คณะลิเวอร์พูล ได้เหน็บไปถึงโจเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมเชลซี ว่าเป็นคนปลูกฝังแง่คิดแบบนี้ให้กับนักเตะ

 

 

โปรแกรมบอล

 

 

ซึ่งการแสดงออกของนักเตะ ทีมเชลซีเป็นตอนที่น่าอดสู มันมาจากทุกหมู่ของโจเซ่ มูรินโญ่ กรุ๊ปของเขามักจะทำพฤติกรรมแบบนี้เสมอ มันไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว

 

พร้อมทั้งในบางทีสิ่งที่เขาพูดจาไว้ก่อนเกมว่าเปแอสเชเป็นคณะที่เล่นสกปรกที่สุด อาจจักถูกฝังไว้ในหัวของกรรมการไปแล้ว

 

เฉพาะกลุ่ม ผมคิดเสมอว่าพวกของมูรินโญ่อาจจักได้รับการยอมรับในฝีตีน แต่ทีมของเขาจะไม่มีทางเป็นฝ่ายที่คนรัก เพราะว่าสถานการณ์แบบนี้นี่แหละ ฝ่ายของเขาเอาคำว่าชนะไปอยู่ตรงจุดที่ฝ่ายอื่นใช่ไหมผู้จัดการพวกคนอื่นทำไม่ได้ คำพูดของเขามีอิทธิพลไปแล้ว

 

ในขณะที่ ไมเคิล โอเว่น อดีตดาวยิงชื่อดัง ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกัน พร้อมทั้งมองว่าโอกาสนี้ไม่ควรเป็นใบแดง

 

สมมติเป็นจังหวะนี้ ต้องไม่ใช่ใบแดงชัวร์ พฤติกรรมของนักเตะเชลซีน่าช็อกสุดๆ การทำอะไรแบบนี้มีอิทธิพลต่อเกมได้ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำ

 

โดยที่ผมดีใจที่เห็นคาร์ราเกอร์พร้อมด้วยซูเนสส์คิดตรงกับผมเป๊ะ เกมฟุตบอลคงกลายเป็นเรื่องตลกไปเลย ถ้านักเตะเกริ่นมีอิทธิพลต่อเกมด้วยการเข้าไปกดดันกรรมการ

 

กับมาร์ค ลอว์เรนสัน ที่เป็นอดีตกองหลัง กรุ๊ปลิเวอร์พูล ซึ่งผันตัวไปทำงานด้านสื่อมานาน ก็ร่วมแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนักเตะ พวกเชลซีเช่นกัน

 

ด้วยว่าการเปิดเผยของนักเตะ กลุ่มเชลซีนั้นเหระบือเชื่อมาก ถ้าดูจากการที่การทำฟาวล์จังหวะนี้ไม่ได้รุนแรงอะไรขนาดนั้นเลย ผมเกือบจะคิดว่าเขาทำคู่แข่งขาหักซะอีก ออสการ์สมควรได้รับออสการ์เลย

 

พร้อมด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นฉุดให้เกมฟุตบอลถอยหลังเข้าคลอง พฤติกรรมโอเวอร์เกินเหตุต่อการทำฟาวล์ของคู่แข่ง เกมฟุตบอลกำลังจะกลายเป็นละครเข้าไปทุกทีแล้ว

 

ในจำพวกของ เกรแฮม โพลล์ อดีตผู้วินิจฉัยชื่อดังของอังกฤษ ก็มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นข้อสัญญาณอันตรายของเกมฟุตบอล

 

 

 

พรีเมียร์ลีก

 

 

ซึ่งพฤติกรรมของนักเตะ ฝ่ายเชลซี ของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตอนที่เข้าไปรุมล้อม บียอร์น คีเปอร์ส เป็นความอัปยศอย่างแท้เป็นแน่แท้ พร้อมด้วยมันเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเกมฟุตบอลในปัจจุบันกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว

 

กลุ่มทางด้าน จอห์น อัลดริดจ์ อดีตศูนย์หน้า หมู่ลิเวอร์พูล อีกคน ออกมาตำหนิวิธีการเล่นของมูรินโญ่ที่ไม่เน้นเกมบุกมากพอ

 

กลุ่มเชลซีได้ในสิ่งที่สมควรได้รับแล้ว วิธีการเล่นของก๊กเขาสะท้อนตัวตนผู้จัดการคณะของพวกเขาออกมา การเล่นเกมรับในบ้านน้อยครั้งที่จะเวิร์ก

 

พร้อมกับ โลร็องต์ บล็องก์ โค้ชของ กลุ่มปารีส ย้ำว่าฝ่ายของเขาสมควรได้ทะลวงเข้ารอบ 8 เหล่าสุดท้ายอย่างแท้แท้ ไม่ว่าจักมีเหตุการณ์ปัญหาเกิดขึ้นในเกมนี้ไม่ใช่หรือไม่ก็ตาม

 

ซึ่งสร้างให้คุณตัดการแสดงออกอย่างไม่มีน้ำใจนักกีฬาพวกนั้นออกไปจากเกม ผมก็คิดว่ากลุ่มของผมดีกว่าเชลซีในทุกจุดของสนาม เปแอสเชสมควรเข้ารอบแล้ว

 

ในขณะที่อิราฮิโมวิชเองได้เหน็บแนมพฤติกรรมของคู่แข่งเบาๆ ว่าทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโต

 

ภายหลังที่ผมเห็นกรรมการควักใบแดงออกมา ผมนี่แบบว่า เขารู้ตัวมั้ยว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่นี่ยังไม่ใช่ส่วนที่แย่ที่สุดนะ ที่แย่ที่สุดก็คือในจังหวะนั้น นักเตะ คณะเชลซี ทุกผู้ทุกนามกรูกันเข้ามารุมล้อมเต็มไปหมด ผมรู้สึกเหมือนโดนเหล่าเด็กน้อยมากลุ้มรุมอยู่รอบตัวเลย

 

เรื่องโดย : Bebybear

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/138549/

บอล: ทีมปารีสฯบุกเจ๊าเชลซีส่วนบาเยิร์นถล่มทีมชัคเตอร์10คน 7-0

ทีมปารีสฯบุกเจ๊าเชลซี 2-2 ผล อเวย์โกลเข้ารอบชปล

 

 

  • ผลฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก
  • รอบ 16 คณะสุดท้ายนัดที่ 2
  • วันพุธที่ 11 มีนาคม2558
  • พวกเชลซี 2-2 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง
  • (รวมผลสองนัดเสมอ 3-3 ปารีสฯ ทะลุเข้ารอบด้วยกฏประตูกลุ่มเยือน)
  • สนาม: สแตมฟอร์ดบริดจ์

 

 

ช่วงเริ่มต้นเกมครึ่งแรก ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ทั้งสองคณะยังไม่มีจังหวะหวาดเสียว เกมยังถือว่าสูสีกันอยู่

 

และถัดมานาทีเดียว พวกเยือน กรุ๊ปเปแอสเช ต้องมาเหเอิกเกริกผู้เล่น 10 คน จากจังหวะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เสียบหนักใส่ ออสการ์ ผู้ตัดสินควักใบแดง ไล่ดาวยิงชาวสวีเดน ออกจากสนามทันที

 

นาทีที่ 41 เจ้าถิ่น กรุ๊ปเชลซี ได้ลุ้น จากจังหวะที่ ออสการ์ ขึ้นเกมด้านซ้าย ก่อนลากบอลเข้าไปกดด้วยขวาหน้าเขตโทษ บอลพุ่งไปตรงตัว ซิริกู

 

หมดครึ่งแรก พวกเชลซี กับ ฝ่ายเปแอสเช ผลบอลเสมอกันอยู่ 0-0

 

ครึ่งหลัง นาทีที่ 49 เหล่าเชลซี ได้ลูกฟรีคิกระยะไกล วิลเลี่ยน หลอกยิงไปที่เสาแรก บอลพุ่งตรงกรอบ แต่ทว่า ซิริกู ยังไวพุ่งปัดทิ้งออกหลัง

 

นาทีที่ 54 คาวานี่ เก็บบอลได้ ก่อนจ่ายยัดให้ แม็กซ์เวลล์ แตะบอลเข้าไปยิงด้วยซ้ายมุมแคบ บอลแฉลบ เคฮิลล์ ออกไป

 

นาทีที่ 65 แวร์รัตติ แย่งบอลมาจากเท้าของ รามิเรส หน้าเขตโทษ ก่อนจ่ายออกด้านซ้ายให้ มาตุยดี้ ยิงไปติดบล็อก แกรี่ เคฮิลล์

 

นาทีที่ 82 พวกเชลซี ก็มาได้ประตู ขึ้นนำ 1-0 เชส ฟาเบรกาส เปิดลูกเตะมุมเข้าเขตโทษ บอลขลุกขลิกอยู่หน้าประตูเหล่าเยือน สุดท้ายบอลมาถึง แกรี่ เคฮิลล์ ซัดด้วยขวาเข้าไปตุงตาข่าย

 

นาทีที่ 86 เกมที่ทำท่าจักจบด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น แต่ ปารีส มีฮืดในช่วงท้ายเกม ไล่ทวงประตูตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกเตะมุมทางขวาของ ลาเวซซี่ ที่เปิดโค้งเข้าเขตโทษพร้อมทั้งเป็น ดาวิด ลุยซ์ ที่โฉบมาโหม่งเหน่งๆ บอลพุ่งเช็ดใต้คานเข้าไป

 

จบเกม 90 นาที ทีมเชลซี เปิดรังเสมอกับ ปารีส 1-1 ทำให้สกอร์ออกมาเท่ากับเกมแรกที่ ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ซึ่งรวม 2 นัด เสมอกันที่ 2-2 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 96 คณะเชลซี มาได้ลูกจุดโทษ จากจังหวะที่ ติอาโก้ ซิลวา ใช้มือปัดบอลในจังหวะแย่งโหม่งบอลกับ เคิร์ท ซูม่า ก่อนที่ เอแด็น อาซาร์ จักสังหารเข้าไปไม่พลาด หมู่สิงห์บลูส์ ขึ้นนำ 2-1

 

โปรแกรมบอลในช่วงนาทีที่ 115 สาวก คณะสิงห์บลูส์ แทบช็อก ตราบ กลุ่มปารีสฯ มาได้ประตูตีเสมออีกครั้งเป็น 2-2 จากลูกเตะมุม ติอาโก้ ม็อตต้า เปิดเข้าเขตโทษให้ ติอาโก้ ซิลวา ขึ้นโขกคนเดียวโดดๆ บอลย้อยเสียบตาข่ายเข้าไป

 

ส่งผลให้จบเกม 120 นาที ปารีสฯ บุกมายันเสมอ เหล่าเชลซี ถึงถิ่น 2-2 รวมผล 2 นัดเสมอกัน 3-3 ทำให้ คณะเปแอสเช สร้างผ่านเข้ารอบก่อนรองฯ ด้วยกฎยิงประตูกลุ่มเยือน

 

 

บาเยิร์นถล่มกรุ๊ปชัคเตอร์10คน 7-0 ลิ่ว8คณะชปล+คลิป

 

 

 

  • ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 2014-2015
  • แข่งในรอบ 16 คณะสุดท้าย นัดที่ 2
  • แข่งวันพุธที่ 11 มีนาคม 2558
  • ฝ่ายบาเยิร์น มิวนิค 7-0 ทีมชัคเตอร์ โดเนทส์ค
  • ซึ่งผลนัดแรก เสมอกันมาที่บ้านของ ชัคเตอร์ฯ 0-0
  • แข่งที่สนาม : อัลลิอันซ์ อารีนา

 

วิเคราะห์ผลบอลเปิดที่บังตาครึ่งแรกมาแค่ 3 นาที คณะบาเยิร์น ได้จุดโทษ โธมัส มุลเลอร์ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด พวกบาเยิร์น ขึ้นนำ 1-0

 

นาทีที่ 34 เจ้าบ้าน พวกบาเยิร์น หนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี่ ยิงจังหวะแรกไปติดเซฟของ อังเดร เปียตอฟ นายด่านชัคเตอร์ บอลมาเข้าทาง เยโรม บัวเต็ง ซัดจ่อๆเข้า ไปตุงตาข่าย

 

จบครึ่งแรก หมู่ฝ่ายบาเยิร์น มิวนิก นำ ชัคเตอร์ โดเนทส์ค อยู่ 2-0

 

ครึ่งหลัง มาถึง นาทีที่ 50 ฟรองค์ ริเบรี่ ยิงด้วยเท้าขวาบอลพุ่งเสียบมุมเข้าไป หมู่บาเยิร์น นำห่าง 3-0

 

ถัดมา 2 นาที พวกบาเยิร์น หนีเป็น 4-0 จากจังหวะปัดบอลของ อังเดร เปียตอฟ ไปเข้าทางปืน มุลเลอร์ แปเข้าไปง่ายๆ

 

ถึง นาทีที่ 64 เจ้าถิ่น “เสือใต้” มาได้ลูกที่ห้า หนีเป็น 5-0 ราฟินญ่า เปิดบอลจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าเขตโทษให้ โฮลเกอร์ บัดสตูเบอร์ ขึ้นโหม่งเต็มศีรษะเข้าไป

 

นาทีที่ 76 เจ้าบ้าน พวกบาเยิร์น ทิ้งไปไกลเป็น 6-0 จากจังหวะที่ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เปิดบอลเข้าเขตโทษให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี่ พักบอลลงหนึ่งจังหวะก่อนกดด้วยขวาเข้าไปตุงตาข่าย

 

นาทีที่ 87 คณะบาเยิร์น มาได้ประตูสุดท้าย หนีเป็น 7-0 จากจังหวะที่ บัวเต็ง เปิดจากฝั่งขวาไปที่เสาสองถึง มาริโอ เกิทเซ่ วิ่งมากดด้วยขวาเข้าไป

 

จบเกม เหล่าบาเยิร์น มิวนิค ถล่ม ชัคเตอร์ โดเนทส์ค ไป 7 -0 ข้ามเข้ารอบ 8 พวกสุดท้ายยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก สำเร็จ ชม ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก

 

 

 

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/138245/ , http://sport.sanook.com/138241/

ผลบอลข่าวเก็บตกหงส์แดง?

ข่าวเก็บตกหงส์แดง?

 

 

 

 

วิเคราะห์บอล: หลังจากที่เจ๊ากันแบบไม่มีสกอร์ ในเกมที่ ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์เจอกับ แบล็คเบิร์น ในถ้วยเอฟเอ คัพ นั่นหมายถึงต้องเพิ่มภาระ เพิ่มเกมให้เป็นที่หนักหนาระอาใจ ในขณะเดียวกันลดความเป็นไปได้กับเป้าหมายคว้าแชมป์

 

ซึ่งเป็นอาการที่ค่อนข้างน่าผิดหวังเนื่องด้วยแฟนหงส์แดง คณะไม่หวือหวา โอกาสส่องประตูแบบจะแจ้งน้อยลงไปทันตาเห็น ไร้ความตื่นเต้นเหมือนเกมที่ทะลุทะลวงๆมา อาจจักเพราะว่าล้าหรือไม่ก็อะไรก็แล้วแต่ ทว่าถ้าต้องการประสบความสำเร็จต้องเด็ดขาดกว่านี้

 

จากง่ายๆกลายเป็นยากซะงั้น

 

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเข้าใจได้ในการโรเตชั่นนักเตะบางตำแหน่ง ทุกอย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ต้องคิดพร้อมกับจัดการแบบละเอียดละออ นี่คือความยากซึ่งแต่ละกรุ๊ปรู้ปัญหานี้อยู่แล้ว เหตุผลที่กลุ่มใหญ่ๆทั้งหลายต้องสร้างขุมกำลังให้ใหญ่มากพอกับการรับมือเกมที่มากมายในแต่ละฤดูกาลก็เพราะแบบนี้นี่แหละ
 

 

ซึ่งนอกจากนี้เรื่องราวที่ยากขึ้นกว่าเดิมก็คือการมีเป้าหมายที่หลากหลาย ต้องลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ให้ได้ ต้องไปให้ถึงแชมป์เอฟเอ คัพ ก็เพราะว่าฉะนั้นไม่มีทางใช้นักเตะชุดเดิมใช่ไหมชุดที่ดีที่สุดได้ตลอดเวลา

 

เกี่ยวกับร็อดเจอร์ส นั้นก็จัดพวกเกือบจักดีที่สุดของตัวเองเพราะว่ารู้ดีว่า ทีมผีแดงเจอกับพวกอาร์เซนอล ต้องหายไปหนึ่งกรุ๊ป โอกาสของตัวเองจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่อีกมุมหนึ่งคิดว่าในครั้นเมื่อโอกาสเปิดขนาดนี้ใส่เต็มที่ไม่ต้องพักบางคนซะเลย

 

ถ้าจักพูดง่ายๆคือ เสมอในสถานการณ์หลังเกมแบบนี้ ทว่าความเป็นแน่นอนก็คือ ลิเวอร์พูลเจองานที่ยากมากขึ้นแน่นอนกับการเล่นนัดรีเพลย์

 

ถ้าจักเป็นแชมป์ต้องสู้แบบยิบตา

 

โดยวิเคราะห์ผลบอลที่เป้าหมายเป็นแชมป์ไม่มีทางสำเร็จได้ถ้าไม่ทุ่มลงไปให้สุดๆ ครึ่งๆกลางๆ คืออันตราย เกมของ กลุ่มลิเวอร์พูลแม้จะครองบอลเป็นว่าเล่น แต่โอกาสจักแจ้งไม่ค่อยจักมีมากนัก

 

 

 

เดินเกมช้าลงไปกว่าเดิมที่เคยเล่น ดูเนือยๆลงไป ในขณะเดียวกันแบล็คเบิร์นเตรียมตัวมาดี วางแผนมาค่อนข้างละเอียดก็เพราะว่าคาดหวังเช่นเดียวกันว่าตัวเองจะไปเวมบลีย์ให้ได้

 

พร้อมทั้งการคาดหวังถึงสิ่งที่จะได้มา ต้องแลกกับความทุ่มเทพร้อมทั้งต่อสู้อย่างหนัก ข้อผิดพลาดของแต่ละหมู่ที่เกิดขึ้นจักแก้ไขกันอย่างไรในนัดรีเพลย์ต้องตามดูกันอีกครั้งครับ

 

เรียกว่ายังคงไม่ดีพอ

 

สหรับสถิติชนะ 1 – 0 ของ ฝ่ายหงส์แดงในฤดูกาลนี้ถือว่าน้อยมาก นั่นถือว่าแต่ละเกมเป็นได้สร้างสรรค์โอกาสพร้อมทั้งผลิตสกอร์ได้มากกว่า 1 ประตู ถ้าคิดว่านี่คือมาตรฐานของเหล่า เจอกับแบล็คเบิร์นคือต่ำกว่ามาตรฐานทันที

 

พร้อมทั้งเหตุผลที่พอจะยิบยกมาลบล้างได้บ้างก็คือแบล็คเบิร์นอยู่กลางตาราง ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหนีตกชั้น พร้อมด้วยไม่มีโอกาสที่จักเหน็ดเหนื่อยกับการลุ้นเลื่อนชั้น เพราะฉะนั้นเอฟเอ คัพ คือเป้าหมายใหญ่ที่สุดพ่างเป้าหมายเดียว

 

ดังนั้น พวกลิเวอร์พูลต้องดีกว่านี้อย่างชัดเจนในนัดรีเพลย์ไม่อย่างนั้นมีโอกาสโดนสอยร่วงคาอีวู้ด ปาร์ค แน่นอนดูไฮไลท์ฟุตบอล

 

 

ตัวของราฮีม สเตอร์ลิ่ง

 

การเล่นในระบบ 3-4-2-1 ของ โค้ชเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ใช้ได้ผลดีมากๆ ช่วงหลายเดือนที่ลอดมา ทว่าบางช่วงเวลาเป็นประเด็นเช่นกันครั้งกุนซือหงส์แดงเสี่ยงที่จักไม่ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ลาซาร์ มาร์โควิช พร้อมด้วย เอ็มเร่ ชาน ปรับตัวกับสถานการณ์ได้ดีนั่นคือสิ่งที่เห็นกัน

 

 

 

 

 

แต่ทว่า ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับบทบาทวิงแบ็คไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดแน่นอนแม้ว่าเคยใช้บริการแบบนี้มาบ้างแล้ว การถอยลึกเพื่อเล่นเกมรับ การอยู่ห่างจากประตูคู่แข่งพร้อมทั้ง แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ประสิทธิภาพในเกมรุกคือสิ่งที่เสียไป

 

ก็แท้อยู่ที่ เหล่าลิเวอร์พูล มีตัวเลือกระฉ่อนกในเกมรุกหลายคนโดยเฉพาะตัวริมเส้น แต่เนื่องด้วย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ประโยชน์สูงสุดคือเกมรุกเท่านั้น บทบาทของวิงแบ็คที่จักต้องรับผิดชอบเกมรับด้วยไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่

 

ส่วนของคูตินโญ่ เงียบ ทำให้หงส์แดงเงียบ

 

อันที่เป็นแน่แท้แล้วก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น เพราะต้องอาศัยองค์ประกอบเพราะรวมของเหล่า ทว่าเท่าที่เห็นมาความเป็นไปได้เกิดขึ้นทันที โปรแกรมบอลเกมที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ไม่หวือหวาเล่นค่อนข้างเงียบ ฟอร์มของหงส์แดงจะแกว่งพร้อมด้วยซบเซาลงไป

 

เพราะแข้งฟุตบอลแซมบ้าคนนี้คือตัวปลดล็อกของหมู่ในช่วงเวลาที่เจาะไม่เข้า การยิงไกลนอกกรอบเขตโทษได้ผลมาหลายครั้ง ตราบแบล็คเบิร์นทำการบ้านมาดีพยายามไล่ตามปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ อาวุธของหงส์แดงลดลงไปทันที

 

 

 

ในทันทีที่เจาะไม่เข้า หน้ากรอบเขตโทษโดนปิดเส้นทาง คูตินโญ่ เล่นยากขึ้น เกมของหงส์แดงหงอยลงไป ไม่ชัดเจนในเรื่องของการเข้าทำแบบจักแจ้ง

 

เหตุด้วยเกมในครึ่งหลังที่แอนฟิลด์ คูตินโญ่ ใส่ความพยายามลงไปมากขึ้น แต่โอกาสในการเจาะเข้าช่องเหรอโอกาสส่องหน้ากรอบเขตโทษก็เกิดขึ้นไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น

 

พร้อมกับแน่นอนครับทั้งหมดนั้นต้องให้เครดิตนักเตะแบล็คเบิร์นที่เล่นได้ตามแผนอย่างมีวินัย ภาพรวมๆของหงส์แดงที่ตกลงไปประจวบเหมาะกับการทำงานที่มีประสิทธิภาพของนักเตะแบล็คเบิร์น นัดรีเพลย์คือสิ่งที่สมควรด้วยประการทั้งปวง

 

ส่วนด้านมาริโอ บาโลเตลลี่

 

โค้ชเบรนแดน ร็อดเจอร์ส อาจจะเคยส่งลงไปแล้วได้ผล ทว่าอาจจักเป็นหนึ่งในร้อย แฟนหงส์แดงอาจจักมีแนวคิดที่ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ในกรณีดังกล่าวคงรู้สึกได้ว่าถ้ากุนซือลิเวอร์พูลปลงใจส่ง อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ลงไปวิ่งเป็นวิงแบ็กแล้วดัน สเตอร์ลิ่ง เล่นเกมรุกเต็มตัวในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะชัดเจนในเรื่องของการเข้าทำประตู

 

โค้ชร็อดเจอร์ส อาจจักเห็นว่าพื้นที่ด้านหน้าให้ สเตอร์ลิ่ง ได้เล่นนั้นมีน้อยก็ได้ แต่อดเสียดายที่สุดท้ายแล้ว ร็อดเจอร์ส เลือเลื่องกแบบนั้น

 

ดามัน

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/137973/

ตารางบอล: โค้งสุดท้ายบอลผู้ดี

ตารางบอล: โค้งสุดท้ายบอลผู้ดี

 

 

 

 

อันดับใน 4 ลีกหลักของยุโรป อันได้แก่ 1.พรีเมียร์ลีก, 2.บุนเดสลีกา, 3.กัลโช่ เซรี่ อา และ 4.สแปนิช ลาลีกา ที่ต่างกำลังจะเดินหน้าเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายในซีซั่นนี้แล้ว

 

และดูเหมือนว่า ที่ ประเทศเยอรมนี และ ประเทศอิตาลี ตำแหน่งแชมป์ของปีนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับ ทีมเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค และ ทีมม้าลาย ยูเวนตุส ขึ้นอยู่กับว่า ทั้ง เสือใต้ และ ม้าลาย จะคว้าแชมป์ได้เมื่อไหร่ เร็ว หรือ ช้า แค่นั้นเอง

 

ซึ่งที่ดูน่าตื่นเต้นขึ้นมา และตื่นเต้นสุดๆ นับจากนี้ไป วิเคราะห์บอลเห็นจะเป็นสถานการณ์ของศึกลาลีกา สเปน หลังผ่านเกมเมื่อคืนวันเสาร์ ที่7 มีนาคม ที่ผ่านมา เมื่อ ทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ดันไปพลาดท่าปราชัยต่อ ทีมแอธเลติก บิลเบา แบบพลิกล็อก 0 – 1 ประตู

 

นั่นส่งผลให้ ความได้เปรียบ กับการเดินหน้าสู่แชมป์ของพวกเขา พลิกกลับมาเป็น เสียเปรียบ ทันที เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทีมบาร์เซโลน่า สามารถเอาชนะ ทีมราโย บาเญกาโน่ ได้ ไปได้ 6 – 1

 

ซึ่งการขับเคี่ยวระหว่าง ทีมชุดขาว กับ เอเลี่ยน ทีมบาร์เซโลน่า และอาจจะรวมถึง ทีมแอตเลติโก มาดริด คาดว่าจะดุเด็ดเผ็ดมันไปยันท้ายซีซั่น เหมือนเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และ ลาลีกา ยังเป็นลีกทีมจะต้อง ลุ้น กันสุดๆ มากกว่าอีก 3 ลีกที่เหลือแน่ๆ

 

ในส่วนของลีกอังกฤษ ที่เป็นการขับเคี่ยวเพื่อลุ้นแชมป์ ดูจะไม่สนุกตื่นเต้นสักเท่าไหร่ แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้ จ่าฝูงอย่าง ทีมสิงห์น้ำเงินคราม เชลซี จะมี สะดุด ไปบ้าง

 

 

แต่ก็ดูเหมือนว่า การสะดุดของพวกเขานั้น มีน้อยกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างทีมแชมป์เก่าอย่าง ทีมเรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ ที่พลาดแล้วพลาดเล่า พลาดบ่อยกว่าทีมจ่าฝูงซะอีก

 

จนมาถึงตอนนี้ ทีมเชลซี ของกุนซือโจเซ่ มูรินโญ่ มีแต้มสะสม นำหน้า ทีมแมนฯ ซิตี้ อยู่ 5 คะแนน แถมแข่งน้อยกว่า 1 นัดอีกต่างหาก

 

ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ทีมแมนฯ ซิตี้ สามารถพลิกสถานการณ์จากการเป็นผู้ตาม ไล่แซง ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล จนก้าวไปคว้าแชมป์ในบั้นปลายได้แบบต้องลุ้นกันยันนัดสุดท้าย

 

และแน่นอนว่า ในปีนี้ มานูเอล เปเญกรินี่ และลูกทีม น่าจะยังแอบ หวัง ว่าพวกเขาจะทำได้เหมือนเมื่อปีก่อน การมีแต้มตามหลังอยู่ 5 แต้ม แถมคู่แข่งมีแมตช์ในมืออยู่อีก 1 แมตช์ ถือเป็นแต้มที่อยู่ใน “วิสัย” ที่ทีมแชมป์เก่าของกุนซือ มานูเอล เปลเญกรินี่ ยังพอมีทางจะไล่ทัน หากว่ากัน

 

ถ้าหากจะพูดกันตามตามทฤษฎีแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ แต่กับการ ปฏิบัติ จริงแล้ว ทีมของกุนซือเปเญกรินี่ จะทำได้จริงหรือ?

 

 

และถ้าหากดูจากโปรแกรมบอลที่เหลืออยู่ ทีมของกุนซือเปเญกรินี่ เหลือโปรแกรมหนักๆกับทีมระดับท็อป เพียงแค่การพบกับ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมดาร์บี้แมตช์ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด วันที่ 12 เมษายน นอกนั้น ถือเป็นโปรแกรมที่ไม่ได้หนักหนาสาหัสสักเท่าไหร่เลย

 

แต่หากเมื่อเทียบกับทีม เชลซี ที่ยังมีโปรแกรมหนักอยู่ถึง 3 นัด ก็คือ เจอกับ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เดอะบริดจ์ ในวันที่ 18 เมษายน ตามด้วยการไปเยือน ทีมปืนใหญ่ อาร์เซนอล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในนัดถัดมา วันที่ 26 เมษายน ก่อนที่จะต้องเจอกับ ลิเวอร์พูล ในถิ่นตนเอง วันที่ 9 พฤษภาคม

 

ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทีมของกุนซือโจเซ่ มูรินโญ่ จะยอมให้ ทีมแมนฯ ซิตี้ ทำได้เหมือนกับที่เคยทำได้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้วหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

 

มาดูโปรแกรมบอลที่เหลือของ ทีมเชลซีกันดีกว่า

 

วันที่ 15 มีนาคม         พบ ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน (เหย้า)
วันที่ 22 มีนาคม        พบ ทีมฮัลล์ ซิตี้ (เยือน)
วันที่ 4 เมษายน        พบ ทีมสโต๊ค ซิตี้ (เหย้า)
วันที่ 12 เมษายน      พบ ทีมควีนส์ปาร์ค (เยือน)
วันที่ 18 เมษายน      พบ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด (เหย้า)
วันที่ 26 เมษายน      พบ ทีมอาร์เซนอล (เยือน)
วันที่ 30 เมษายน      พบ ทีมเลสเตอร์ (เยือน)
วันที่ 2 พฤษภาคม    พบ ทีมคริสตัล พาเลซ (เหย้า)
วันที่ 9 พฤษภาคม    พบ ทีมลิเวอร์พูล (เหย้า)
วันที่ 16 พฤษภาคม   พบ ทีมเวสต์บรอมวิช (เยือน)
วันที่ 24 พฤษภาคม   พบ ทีมซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)

 

————————————————-

 

โปรแกรมพรีเมียร์ลีกที่เหลือของ แมนฯ ซิตี้

 

วันที่ 15 มีนาคม          พบ ทีมเบิร์นลีย์ (เยือน)
วันที่ 21 มีนาคม          พบ ทีมเวสต์บรอมวิช (เหย้า)
วันที่ 7 เมษายน          พบ ทีมคริสตัล พาเลซ (เยือน)
วันที่ 12 เมษายน        พบ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด (เยือน)
วันที่ 19 เมษายน        พบ ทีมเวสต์แฮม (เหย้า)
วันที่ 25 เมษายน        พบ ทีมแอสตัน วิลล่า (เหย้า)
วันที่ 2 พฤษภาคม      พบ ทีมสเปอร์ส (เยือน)
วันที่ 9 พฤษภาคม      พบ ทีมควีนส์ปาร์ค (เหย้า)
วันที่ 16 พฤษภาคม    พบ ทีมสวอนซี (เยือน)
วันที่ 24 พฤษภาคม    พบ ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน (เหย้า)

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/137701/