เจอกันครั้งนี้ของ พี่กับน้องฟุตบอลตระกูล ตูเร่

เจอกันครั้งนี้ของ พี่กับน้องตระกูล ตูเร่

 

 

 

ทีมลิเวอร์พูลเปิดรังแอนฟิลด์ เฉือนชนะ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2 – 1 ในเกมบิ๊กแมตช์ของพรีเมียร์ลีกประจำสัปดาห์นี้

 

โดยการห้ำหั่นกันระหว่าง ทีมหงส์แดง กับ ทีมเรือใบสีฟ้า ในนัดนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องอย่าง โคโล่ ตูเร่ และ ยาย่า ตูเร่ ได้ดวลแข้งกันในฐานะฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งแรก หลังจากเล่นในพรีเมียร์ลีกพร้อมกันมาเป็นปีที่ 5 แล้ว

 

เพียงแต่ในสามปีแรกนั้นทั้งสองทีมเล่นอยู่ในทีมเดียวกัน เมื่อยาย่าผู้น้อง ย้ายจาก ทีมบาร์เซโลน่า มาร่วม ทีมแมนฯ ซิตี้ ที่มีโคโล่ผู้พี่ลงเล่นอยู่ก่อนแล้ว

 

และก่อนที่ทั้งคู่จะต้องแยกย้ายกันไป เมื่อตูเร่ผู้พี่ถูกปล่อยตัวจากถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ไปในปี 2013 และย้ายมาปักหลักในถิ่นแอนฟิลด์แทน

 

ซึ่งทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากันในเกมระหว่าง ทีมแมนฯ ซิตี้ กับ ทีมลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงนัดแรกที่พบกันในฤดูกาลนี้ด้วย

 

และการลงสนามร่วมกันแบบต่างสีเสื้อของทั้งคู่จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในเกมที่แอนฟิลด์เมื่อวันอาทิตย์ โดยตูเร่คนน้องลงเป็นตัวหลักในแดนกลางให้กับแมนฯ ซิตี้เหมือนเคย ส่วนตูเร่คนพี่ถูกลิเวอร์พูลส่งมาเป็นตัวสำรองในช่วง 7 นาทีสุดท้ายของเกม

 

 

 

ถึงแม้ว่าจะไม่มีบทบาทมากนัก เพียงลงไปช่วยเกมรับเพื่อรักษาสกอร์ที่นำอยู่ แต่ก็เป็นตูเร่ผู้พี่ที่ได้สิทธิในการคุยข่มน้องชายไปจนถึงฤดูกาลหน้าเป็นอย่างน้อย หากทั้งคู่จะยังมีโอกาสได้เผชิญหน้ากันอีกหลังจากนี้

 

และในเส้นทาง บนถนนฟุตบอลของสองพี่น้องนักเตะชาว ไอวอรี โคสต์ คู่นี้เริ่มต้นคล้ายๆ กัน ด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของทีมดังในบ้านเกิดอย่างทีมมิโมซาส โดยโคโล่ผู้พี่ที่อายุมากกว่า 2 ปี เริ่มต้นก่อน ก่อนที่ยายาผู้น้องจะเดินตามรอยเท้า

 

และพออายุได้ 18 โคโล่ ก็ได้ขยับขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับมิโมซาส และกลายเป็นตัวหลักของทีมได้อย่างรวดเร็ว จนก้าวไปติดทีมชาติในอีกหนึ่งปีให้หลัง และในปี 2002 เขาก็เข้าตา ทีมอาร์เซนอลที่ถนัดในการดึงนักเตะดาวรุ่งจากทั่วโลกมาปั้น และได้รับการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะปืนใหญ่ในต้นปีนั้นเอง

 

ในส่วนของยาย่านั้นพออายุ 18 ก็ได้โอกาสย้ายไปเล่นในยุโรปกับ ทีมเบเวอเรน ของเบลเยียม ซึ่งมีคอนเน็กชั่นอยู่กับมิโมซาส และแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในทันที

 

และเขาเกือบมีโอกาสได้ย้ายตามพี่ชายมาเล่นกับ ทีมอาร์เซนอลด้วยตอนอายุ 20 เมื่อถูกเรียกมาทดสอบฝีเท้ากับทีม แต่ปัญหาเรื่องเวิร์กเพอร์มิตทำให้ปืนใหญ่ตัดสินใจชะลอการเซ็นสัญญากับเขา จนเจ้าตัวอดทนรอไม่ไหวและเลือกย้ายไปเล่นในยูเครนกับทีมเมตาลูร์ก โดเน็ตส์แทนในปลายปี 2003

 

ในขณะที่พี่ชายของเขา ได้ปักหลักกับ ทีมอาร์เซนอลได้อย่างมั่นคง เส้นทางของตูเร่ผู้น้องยังต้องระหกระเหินพิสูจน์ตัวเองต่อไปในลีกยุโรป แต่ผลงานของเขากับต้นสังกัดก็ยังอยู่ในมาตรฐานที่ดีในฐานะนักเตะตัวหลักของทุกทีมที่ย้ายไปเล่นด้วย

 

ซึ่งหลังค้าแข้งในยูเครนอยู่สองปีครึ่ง ยาย่าก็ถูกโอลิมเปียกอสคว้าตัวไปเล่นใน ประเทศกรีซในปี 2005 และที่นี่เองที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และเมื่อได้เวทีฟุตบอลโลก 2006 มาช่วยส่งด้วยแล้ว ทำให้โมนาโกดึงตัวเขาไปร่วมทีมในปีนั้น

 

 

 

โดยที่จุดพลิกผันครั้งสำคัญของตูเร่ผู้น้องเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อฟอร์มของเขาไปเข้าตายักษ์ใหญ่อย่างบาร์เซโลน่า ที่ซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และก็เช่นเคยที่เขาสามารถแจ้งเกิดกับทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และมีบทบาทในฐานะนักเตะสำคัญของทีมในทันที

 

แต่ว่าการก้าวขึ้นมาของ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ที่มาเป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เข้ามาคุมทีมและเลือกที่จะจับเขาไปยืนในตำแหน่งอื่นแทน ทำให้ตูเร่เริ่มไม่แฮปปี้ในถิ่นคัมป์นู และเมื่อ ทีมแมนฯ ซิตี้ ได้ยื่นข้อเสนอไปเป็นเงินก้อนโตถึง 24 ล้านปอนด์ เขาก็ได้ย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2010

 

ซึ่งนั่นเองก็ได้ทำให้สองพี่น้องตูเร่ได้มาเล่นในทีมเดียวกันอีกครั้ง นับตั้งแต่เคยเริ่มต้นมาจากทีมเยาวชนเดียวกัน แต่ขณะที่ยาย่าเริ่มก้าวเข้าสู่จุดพีกของตัวเอง โคโล่ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงถดถอย ในปี 2011 เขาไม่ได้เป็นตัวเลือกหลักในแนวรับของแมนฯ ซิตี้อีกแล้ว

 

โดยในช่วงซัมเมอร์ของปี 2013 ที่ตูเร่ผู้พี่ถูกปล่อยตัวไปแบบฟรีๆ และไปได้รับโอกาสใหม่กับ ทีมลิเวอร์พูล ตูเร่ผู้น้องก็โชว์ฟอร์มได้ดีสุดๆ ในฤดูกาลนั้น และมีส่วนสำคัญในการพาทีมเรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ จนเขาก้าวขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง

 

และ สำหรับในช่วงฤดูกาลนี้ ก็ยังถือว่าไม่ใช่ฤดูกาลที่น่าพึงพอใจของทั้งคู่ เมื่อตูเร่ผู้พี่หลุดไปเป็นตัวสำรองอย่างถาวร ส่วนตูเร่ผู้น้องก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาได้เหมือนเคย

 

แต่ว่าอย่างน้อยหลังจบเกมที่แอนฟิลด์ในนัดล่าสุดนี้ ตูเร่ผู้พี่ก็คือคนที่ยิ้มออกได้มากกว่า

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/136261/

ทีมเสือเหลือง กลับมาแล้วนะ,โศกนาฏกรรมลูกหนัง ทีมจัลโล่บลู

ทีมเสือเหลือง กลับมาแล้วนะ!!

 

 

 

สำหรับชัยชนะเหนือ ทีมม้าขาว สตุ๊ตการ์ต 3 – 2 ที่เมอร์เซเดส เบนซ์ อารีน่าเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นการเก็บชัยชนะ 3 นัดติดต่อกัน ในบุนเดสลีกาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และพลพรรคเสือเหลือง ทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

 

นั่นทำให้ทีมที่จมบ๊วยในตารางหลังจบครึ่งฤดูกาลแรก ขึ้นมาอยู่กลางตารางจนได้

 

 

แต่ว่าอย่างไรก็ตาม งานหนักของขุนพล ทีมเสือเหลืองยังไม่หมดแม้จะได้ความมั่นใจกลับมาพอสมควรจาก 9 คะแนนเต็ม ที่ได้มาเพราะปัญหาของทีมโดยเฉพาะเกมรับที่หมูตู้เหลือเกิน ยังไม่หมดสิ้น

 

 

โดยที่นัดก่อนหน้านี้ที่ชนะ น้อง ทีมไมนซ์ แนวรับของทีมก็เสียไปถึงสองประตู หรือนัดล่าสุดที่ชนะ สตุ๊ตการ์ต ก็เสียสองประตูจากจังหวะที่มีส่วนจากความผิดพลาดของเกมรับทั้งสิ้น

 

 

แต่ว่าอย่างที่ทราบกันดีตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลว่าทีมเดียวที่จะหยุดความร้อนแรงของ ทีมพี่เสือ บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คือทีมสีเหลืองจากเกลเซ่นเคียร์เช่นทีมนี้

 

 

ซึ่งไปๆ มาๆ ผลงานของทีมกลับสร้างความผิดหวัง ไม่ใช่แค่จะมาหยุดเสือใต้ แต่แค่เอาตัวให้รอดยังยากตลอด 18 นัดแรก ที่ลงสนาม

 

 

ในช่วงพักครึ่งฤดูกาลก็ยังมีเรื่องดีๆ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันของฝ่ายบริหารสโมสรว่าจะให้โอกาส เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือที่พาทีมประสบความสำเร็จได้แชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัย เดเอฟเบ โพคาล 1 สมัยและรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2012 – 2013 ได้ทำทีมต่อไป

 

 

ซึ่งบวกกับข่าวดีที่ มาร์โก รอยส์ จอมทัพคนสำคัญของทีมที่กำลังถูกยักษ์ใหญ่ในยุโรปรุมจีบก็ตัดสินใจต่อสัญญากับทีมออกไปอีก เพราะสัญญาฉบับเก่าจะหมดลงหลังจบฤดูกาลหน้า ดังนั้นไม่แปลกที่ ขวัญกำลังใจ ของนักเตะคนอื่นภายในทีมจะกลับมา

 

 

และในบางทีโลกของฟุตบอลก็คงไม่มีทางเข้าใจได้ จากทีมที่ไร้เทียมทานแม้กระทั่งวัดรอยเท้ากับมหาอำนาจลูกหนังตัวจริงของลีกอย่าง ทีมบาเยิร์น จะตกต่ำลงได้เพียงชั่วข้ามคืน ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงภายในทีมถือว่าน้อยมาก

 

 

สำหรับแกนหลักทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จร่วมกันมาอย่าง

  • มาร์โก รอยส์
  • นูริ ซาฮิน
  • อินคาย กุนโดกัน
  • ชินจิ คางาวะ
  • ลูคัสซ์ พิสซ์เช็ค
  • มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์
  • เนเว่น ซูโบติช
  • มาร์เซล ชเมลเซอร์
  • ยาคลุ้บ บลาสซีคอฟสกี้

ที่เจ็บอยู่ นั้นก็ยังอยู่กับทีมเหมือนเดิม

 

โดยที่บางที ทีมดอร์ทมุนด์ชุดนี้เป็นภาพสะท้อนของสัจธรรมความจริงที่ว่า ทุกอย่างเมื่อมีจุดสูงสุดก็ย่อมมีจุดต่ำสุดได้เหมือนกัน เพราะผลงานที่ตกต่ำของทีมไม่ได้เกิดจากเรื่องของการเงินที่ต้องขายนักเตะกินยกชุดเหมือนหลายๆ ทีม

 

 

แต่ว่าการที่นักเตะบางคน เช่น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ย้ายทีมออกไปมาจากเหตุผลทางฟุตบอลเพียงอย่างเดียวล้วนๆ

 

 

และในขณะที่ตัวที่ซื้อเข้ามาอย่าง  ชิโร่ อิมโมบิเล่ ที่ตอนนี้ฟอร์มตก หรือตัวของ ปิแอร์ เอเมริค – โอบาเมย็อง ก็พอถูไถทดแทนได้ แม้อาจจะไม่ดีเท่าก็ตาม

 

 

ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาของ ทีมที่ยังมองว่าเป็นจุดอ่อนก็คือ ในเกมรับ ที่ยังมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างเหมือนเดิม แถมเกมยุโรปอย่าง แชมเปี้ยนส์ลีก ก็กลับมาแล้ว โดยทีมจะเจอกับ ยูเวนตุส ทีมเก่งจากอิตาลีในนัดหน้าด้วย

 

 

สำหรับงานนี้ต้องบอกว่า ทีมดอร์ทมุนด์ เหนื่อยแน่ เพราะถึงจะกลับมาได้จริงแต่มองว่ามาแบบไม่สุด ยังมีตำหนิพอสมควร

 

 

ซึ่งคิดแล้วก็แสนเหนื่อยใจแทนบรรดาแฟน ทีมเสือเหลืองจริงๆ นะครับ

 

เรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมลูกหนัง ทีมจัลโล่บลู

 

 

 

หลังจากวิเคราะห์บอลข่าวการถูกปรับตกชั้นของ ทีมจัลโล่บลู หรือ ปาร์ม่า จากระดับกัลโช่ เซเรีย อา ด้วยเหตุผลเรื่องทางการเงินที่ไม่สามารถจะดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ได้ เพราะไม่มีเงินจ้างเจ้าหน้าที่สนามกลายเป็นข่าวที่ช็อกวงการลูกหนังทั้งโลก

 

ซึ่งอย่าว่าแต่จะจัดการแข่งขันเลย ตามการเปิดเผยของเอร์นัน เครสโป อดีตศูนย์หน้าดาวดังระดับท็อปที่ปัจจุบันผันตัวเองเป็นโค้ชเยาวชนของปาร์ม่า เผยว่าแม้กระทั่งน้ำดื่มสักขวดในสนามซ้อมปาร์ม่า ยังไม่มีปัญญาจัดหาให้ดื่มเลย

 

ด้วยหนี้สินจำนวน 197 ล้านยูโร นั้นมากเกินกว่าจะรับมือไหว และกลายเป็น โศกนาฏกรรม ลูกหนังฟุตบอลอีกเรื่องที่แสนรันทด

 

และทั้งนี้แม้จะยังไม่มีการยืนยันจากฝ่าย ทีมปาร์ม่า แต่ตามรายงานข่าว เชื่อว่าชะตากรรมของ อดีตสโมสรเล็กๆ ที่เคยก้าวเป็นหนึ่งในทีมคลื่นลูกใหม่ไม่เพียงแค่เฉพาะในอิตาลี แต่ยังน่าจับตามองแม้กระทั่งในเวทียุโรปคงหนีไม่พ้นการล่มสลาย

 

และอาจถึงขั้นไม่เหลือทีมด้วยซ้ำไป

 

 

 

ซึ่งสิ่งที่เหลืออยู่ อาจมีเพียงความทรงจำที่งดงามของอดีตทีมที่เคยมีสตาร์ระดับท็อปคลาสอย่าง

  • ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ
  • ฮวน เซบาสเตียน เวรอน
  • โทมัส โบรลิน
  • ลิลิยอง ตูราม
  • เอ็นริโก้ คิเอซ่า

 

 

และยังเป็นทีมที่ปั้นสตาร์อย่าง

  • จานลุยจิ บุฟฟ่อน
  • ฟาบิโอ คันนาวาโร่
  • ดีโน่ บาจโจ้
  • จานฟรังโก้ โซล่า

เพื่อให้เป็นสตาร์ระดับโลก

 

 

และใครจะคิดว่าวันนึงพวกเขาต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้

 

 

ซึ่งสิ่งที่ต้องคิดมากกว่าคือ นี่อาจเป็น สัญญาณเตือน สำหรับทีมอื่น ๆ ในอิตาลีเช่นกัน

 

เพราะชะตากรรมเช่นนี้เกิดขึ้นได้และอยู่ใกล้กว่าที่คิด

 

 

by ลูกแม่กิ่ง lookmaeking@hotmail.com

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/134297/ ,  http://sport.sanook.com/134649/

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เคนมาโหดอีกแล้ว

เหนียวจิงๆ เคนซ้ำจุดโทษไก่เจ๊าขุนค้อนนาทีสุดท้าย 2 – 2

 

 

  • ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
  • แข่งวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558
  • ทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 2 – 2 ทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด
  • แข่งที่สนาม : ไวท์ ฮาร์ท เลน
  • กรรมการผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

 

ในนาทีที่ 22 กลายเป็นฝั่งทีมเยือนที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะ โนเบิล จ่ายเข้าเขตโทษด้านซ้าย เครสส์เวลล์ โยไปที่หน้าประตู คูยาเต้ เบียดสองตัวประกบของ สเปอร์ ขึ้นโขกเต็มๆหัว บอลเสยคานเข้าประตูไปอย่างสวยงาม 1 – 0

 

 

ซึ่งต่อมานาทีที่ 62 ในสถานการณ์ของเจ้าบ้านดูย่ำแย่มากขึ้น หลังโดนไปอีกเม็ด บอลโต้กลับเร็วของเวสต์แฮม วางยาวออกขวาให้ ซาโก้ หักเข้ากลาง วาเลนเซียชาร์จไม่ถึงบอล เลยไปถึงโนเบิลเก็บได้โยนกลับไปเสาสองข้ามหัววาเลนเซียที่ยืนล้ำหน้าอยู่ แต่ยังมี ซาโก้ ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ล้ำหน้าสอดเข้ามาหวดมุมแคบ บอลผ่านมือญอริสเสยคานซุกก้นตาข่ายทันที 2 – 0

 

 

และในนาทีที่ 81 ความหวังของ ทีมไก่เดือยทองมาแล้ว หลังได้ประตูตีไข่แตก บอลป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตูเฉียดไปเฉียดมา และสุดท้ายได้ประตู เริ่มจากเตะมุมฝั่งขวาลาเมล่าเล่นสั้นให้เอริคเซ่นคืนลาเมล่าโยนไปหน้าประตูอาเดรียนทุบออกมาได้ เข้าปากปืน โรส ฮาล์ฟวอลเลย์ทันที บอลไร้น้ำหนักมาก เพราะโดนไม่เต็มใบ แต่กลายเป็นดี บอลกระดอนพื้นข้ามหัว อาเดรียน เสียบมุมขวาทันที 2 – 1

 
และต่อมาในช่วงนาทีที่ 90 + 6 ทีมเยือนสุดช็อค หลังโดนตีเสมอทดเจ็บนาทีสุดท้าย ทีมสเปอร์สได้จุดโทษจากจังหวะ เคน กระชากเข้าเขตโทษ โดนซงรวบล้มผู้ตัดสินให้จุดโทษเจ้าถิ่นทันที และเป็นเคนที่ลุกขึ้นสังหารเอง เลือกยิงไปซ้ายมืออาเดรียนพุ่งปัดได้ แต่เจ้าตัวตามไปซ้ำอีกรอบ บอลตุงตาข่าย 2 – 2

 

 

และนั่นทำให้จบเกม ทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ได้โกงความตาย ตามเสมอ ทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้อย่างหวุดหวิด โดยที่ได้ แฮร์รี่ เคน ที่ซ้ำลูกยิงจุดโทษของตัวเองช่วยทีมเอาไว้ ทำให้สถานการณืของทีมตอนนี้ มี 20 แต้ม รั้งอันดับ 6 ของตาราง ส่วนผู้มาเยือนเก็บเพิ่ม 1 แต้มบวกเป็น 15 อยู่ที่ 8 ของตาราง

 

 

มาดูรายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

 

 

ทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ : 4 – 2 – 3 – 1

 

  • ตำแหน่งผู้รักษาประตู : 1.อูโก้ ญอริส
  • ตำแหน่งกองหลัง : 2.ไคล์ วอล์คเกอร์ , 3.เอริค ไดเออร์ , 4.ยาน-แฟร์ตองเก้น , 5.แดนนี่ โรส
  • ตำแหน่งกองกลาง : 6.ไรอัน เมสัน เปลี่ยนตัว นาเซอร์ ช้าดลี่ ลงมานาทีที่ 80 , 7.นาบิล เบนทาเล็บ , 8.แอนดรอส ทาวน์เซนด์ เปลี่ยนตัว โรเบร์โต้ โซลดาโด้ ลงนาทีที่ 60 , 9.มุสซ่า เดมเบเล่ เปลี่ยนตัว คริสเตียน เอริคเซ่น ลงนาทีที่ 46 , 10.เอริค ลาเมล่า
  • ตำแหน่งกองหน้า : 11.แฮร์รี่ เคน

 

 

ทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด : 4 – 3 – 1 – 2

 

  • ตำแหน่งผู้รักษาประตู : 1.อาเดรียน
  • ตำแหน่งกองหลัง : 2.คาร์ล เจนกินสัน , 3.เจมส์ ทอมกินส์ , 4.วินสตัน รีด , 5.อารอน เครสเวลล์
  • ตำแหน่งกองกลาง : 6.มาร์ค โนเบิล เปลี่ยนตัว คาร์ลตัน โคล ลงนาทีที่ 68 และ เปลี่ยนตัว เจมส์ คอลลินส์ ลงนาทีที่ 87 , 7.อเล็กซ์ ซง , 8.ชีกู คูยาเต้ , 9.สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง
  • ตำแหน่งกองหน้า : 10.เอ็นเนร์ วาเลนเซีย เปลี่ยนตัว แม็ตต์ จาร์วิส ลงนาทีที่ 75 , 11.ดิอาฟรา ซาโก้

 

 

ข่าวกีฬา จอห์นบาร์นส์แนะนำ

บอกสเตอร์ลิ่งให้ค้าแข้งหงส์แดงอีก3ปี

 

 

 

ซึ่งวิเคราะห์ผลบอลหลังจากที่ จอห์น บาร์นส์  อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ และ ทีมหงส์แดง แนะ สเตอร์ลิ่ง ให้อยู่กับทีมไปอีก 3

 

โดยหลังจากที่จอห์น บาร์นส์ สุดยอดตำนานของ ทีมลิเวอร์พูล แนะ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กองหน้ารุ่นน้องให้อยู่กับทีมไปอีก 3 ปี ไม่ควรที่จะย้ายออกจากสโมสรตอนนี้ เนื่องจากมันยังไม่ถึงวัยที่เหมาะสม กลัวดับเหมือนดาวรุ่งหลายคนที่ผ่านมาอย่าทำอะไรเพราะเงิน

 

และยังยกตัวอย่าง แจ็ค ร็อดเวลล์ กองกลางของดาวโรจน์ของเอฟเวอร์ตันที่ย้ายไปอยู่กับ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ไม่ประสบความสำเร็จ อย่าทำตามเอเยนต์ เนื่องจากคนพวกนี้เห็นเงินเป็นใหญ่

 

ซึ่งตัวหัวหอกดีกรีทีมชาติอังกฤษ นั้นกำลังอยู่ในช่วงเจรจาเพื่อต่อสัญญาใหม่หลังจากตอนนี้เขาเหลือสัญญาอยู่ถึงปี 2017 ซึ่งทาง ทอม เวอร์เนอร์ ประธานสโมสร ทีมลิเวอร์พูล ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นอกมั่นใจว่า แข้งความเร็วสูงรายนี้ จะต่อสัญญากับสโมสรต่อไปอย่างแน่นอน

 

เพอร์ซี่ เท้าขวาเดี้ยงต้องใช้ไม้ค้ำ

ฟาน กัล เป็นห่วง-หวังอาการไม่หนัก

 

 

 

 

หลังจากที่โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ศูนย์หน้า ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 31 ปี ได้รับบาดเจ็บที่เท้าขวา จนถึงขนาดต้องใช้ไม้ค้ำช่วยพยุงตัว เกมที่ ทีมแมนฯยูฯ บุกไปพ่าย ทีมสวอนซี ซิตี้ 1 – 2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาพักรักษาตัวนานพอสมควร

 

และในขณะเดียวกัน หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมปีศาจแเดง คาดว่า อาการบาดเจ็บของ อาร์วีพี จะไม่ร้ายแรงเกินไป เนื่องจากตอนนี้กุนซือชาวดัตช์หวังพาทีมคว้าโควต้าไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า

 

ทั้งนี้ยังรวมถึง ทีมแมนฯยูฯ จะมีคิวดวลกับ ทีมอาร์เซน่อล ศึกเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ วันที่ 9 มีนาคมนี้ สำหรับฤดูกาลนี้ เพอร์ซี่ ยิงให้ ทีมแมนฯยูฯ ไปแล้ว 10 ประตู

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/football/

ข่าวลิเวอร์พูล บาโลเตลลี่ ซัดจุดโทษ ให้ทีมหงส์แดง

บาโลเตลลี่ ซัดจุดโทษ ให้ทีมหงส์แดง เปิดบ้านเฉือน ทีมเบซิคตัส 1 – 0 +คลิป

 

 

 

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลยูโรป้า ลีก รอบ 32 ทีม นัดแรก เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล จากอังกฤษ เปิดสนามแอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ ทีมเบซิคตัส จากตุรกี

 

โดยที่โปรแกรมบอลเกมนี้เจ้าถิ่นของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ส่ง

  1. แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์
  2. ฟิลิปเป้ คูตินโญ่
  3. อดัม ลัลลาน่า

นั้นลงสนามเป็นตัวหลัก ส่วนทีมเยือนภายใต้การคุมทีมของ สลาเวน บิลิช วาง เดมบา บา เป็นความหวังในแดนหน้า

 

เมื่อออกสตาร์ทไปได้ 4 นาที ลิเวอร์พูล มีลุ้นก่อน จากลูกที่ สเตอร์ริดจ์ หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้าย แต่ติดบล็อกเซนค์ โกเนน นายทวารทีมเยือน

 

ถัดมา นาทีที่ 34 บา หลุดเดี่ยวจากกลางสนาม ก่อนเลี้ยงจี้เข้าไปสับไก แต่ถูก ซิมง มิโญ่เล่ต์ ปัดทิ้งไปได้ ท้ายครึ่งแรกนาทีที่ 42 แนวรับ เบซิคตัส เคลียร์ไม่ขาด บอลไหลมาเข้าทาง อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ซัดเต็มข้อ เดือดร้อน โกเนน ต้องลอยตัวปัดออกหลัง จบ 45 นาทีแรกเสมอกัน 0 – 0

 

เกมส์ในครึ่งหลังรูปเกมยังคงเป็นของ ทีมลิเวอร์พูล นาทีที่ 72 สเตอร์ริดจ์ ซัดฟรีคิกทะลุกำแพง แต่เข้าซอง โกเนน ต่อมานาทีที่ 84 รามอน ม็อตต้า ผู้เล่นทีมเยือน ทำฟาล์ว จอร์แดน ไอบ์ ในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษ

 

ในจังหวะนี้ มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกทีมชาติอิตาลี ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาครึ่งหลัง ขอยิง แต่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมไม่พอใจ สุดท้าย สเตอร์ริดจ์ ต้องเป็นคนเคลียร์ให้

 

ก่อนที่ บาโลเตลลี่ จะยิงเข้าไปไม่พลาด และกลายเป็นประตูชัยช่วยให้ ทีมลิเวอร์พูล เฉือนชนะ ทีมเบซิคตัส 1 – 0 โดยนัด 2 จะไปเล่นกันที่บ้านของ เบซิคตัส วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

 

 

 

เล่นหอกคู่ไปเลย

 

 

ก็ต้องยอมรับก่อนว่า เกมสำคัญที่รออยู่ของ ทีมลิเวอร์พูล คือคิวเจอกับ ทีมเซาแธมป์ตัน สุดสัปดาห์นี้ นั่นคืองานหลัก ทว่าการทิ้งขว้างถ้วยยูโรป้า ลีก ไปง่ายๆ คงไม่ใช่สิ่งที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจ

 

สำหรับแชมป์ยูโรป้า ลีก เพื่อเปิดทางไปเล่น ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า เป็นรางวัลที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่นอน เส้นทางอีกยาวไกลและมีทีมดีๆอีกมากมายให้เจอะเจอ

 

และคำว่า สู้ไว้ก่อน อะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าค่อยว่ากัน นั่นอาจจะเป็นทางออก หากคิดแบบนี้ ร็อดเจอร์ส คงต้องลองอีกครั้งกับการให้ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ลุยคู่กับ มาริโอ บาโลเตลลี่ ในแดนหน้า เพื่อช่วยกันล่าสกอร์ เบซิคตัส

 

 

สำหรับหงส์แดงปรับเกมรับขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่แดนหน้ายังมีปัญหาพอสมควร แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กลับมาก็จริง ทว่าสภาพความฟิตที่ไม่เต็มร้อยยังคงชัดเจน

 

 

 

 

โดยที่วิเคราะห์ผลบอล แล้ว สปีดต้นไม่สามารถฉีกกองหลังคู่แข่งได้อย่างใจ การฝืนครองบอลเอาไว้เพื่อรอจังหวะทำได้ไม่เต็มที่ เพราะไม่มีตัวช่วยอยู่ใกล้ๆ

 

สำหรับสเตอร์ริดจ์ ต้องการคู่หู ต้องการคนที่สามารถช่วยอยู่ใกล้ๆหรือทำให้เขาสามารถเล่นได้ง่ายขึ้น เกมกับสเปอร์สและคริสตัล พาเลซ ที่ผ่านมาเห็นส่วนดีและไม่ดีมาแล้ว

 

ต้องเจอ ทีมสเปอร์ส สเตอร์ริดจ์ ขาดคนช่วยและขาดสปีดต้น ช่วงครึ่งแรกที่เจอกับคริสตัล พาเลซ ก็เป็นลักษณะนี้ร็อดเจอร์ส ส่งบาโลเตลลี่ ลงมาช่วยเหลือทำให้เกมของ สเตอร์ริดจ์ ดีขึ้น

 

สำหรับเบรนแดน ร็อดเจอร์ส อาจจะต้องใช้เวทีวันนี้ลองของการเล่นคู่กันในบ้านตัวเองของ สเตอร์ริดจ์และบาโลเตลลี่ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

ดามัน

16 ทีมที่เหลือ ศึกแห่งศักดิ์ศรีเวทียุโรป

สงครามเริ่มแล้ว

16 ทีมที่เหลือ ศึกแห่งศักดิ์ศรีเวทียุโรป

 

 

เดินทางกลับมาอีกครั้งกับบรรยากาศแห่ง ค่ำคืนยุโรป มาเริ่มต้นที่คืนนี้ในรอบน็อกเอ๊าท์ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากหยุดพักกันมากว่า 2 เดือน นับตั้งแต่นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มช่วงเดือนธันวาคมครั้งก่อน

 

วิเคราะห์บอล: สำหรับชื่อเรื่อง นั้นไม่รู้จะดูอลังการไปมั้ย? แต่ว่าสำหรับ 16 ผู้รอดตาย ที่ผ่านสมรภูมิในรอบแรกมาได้ จำแนกตามลีกคือ ลีกเยอรมัน 4 ทีม,  ลีกสเปน กับ ลีกอังกฤษ ชาติละ 3 ทีม, ลีกฝรั่งเศส 2 ทีม และ ลีกอิตาลี, ลีกโปรตุเกส, ลีกยูเครน, ลีกสวิตเซอร์แลนด์ ชาติละทีม ต้องถือว่าต่างก็อยู่ในห้วงอารมณ์นี้อย่างแท้จริง

 

 

และอัตรา เต็งแชมป์ ล่าสุด ที่ ทางสื่อต่างประเทศเห็นตรงกัน เต็ง 1 เป็น ทีมเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากบุนเดสลีกา ดูดีมีภาษีกว่า แชมป์เก่า ทีมเรอัล มาดริด เล็กน้อย ตามมาด้วย ทีมบาร์เซโลน่า, ทีมเชลซี และ ทีมแมนฯ ซิตี้ ที่เป็นเต็ง 3 – 5 ตามลำดับ

 

ในคืนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 58 เวลา 02.45 นาฬิกา ตามเวลาในบ้านเรา เปิดรอบนี้ด้วย 2 คู่แรก เกมที่ ปารีสเป็น ศึกเศรษฐี ทีมเปแอสเช พบ ทีมเชลซี ซึ่งคู่นี้ซีซั่นที่แล้วเจอกันในรอบ 8 ทีม ก่อนจะเป็น ทีมสิงห์บลูส์ ที่แสบสุดๆ เขี่ยทีมดังแดนน้ำหอมตกรอบด้วยกฏอเวย์โกล หลังจากแพ้นัดแรก 1 – 3 แต่กลับมาเอาชนะที่บ้านได้ 2-0 สกอร์รวม 3 – 3

 

 

และอีกคู่เป็น ทีมชัคตาร์ โดเน็ทส์ก แชมป์จาก ลีกยูเครน เปิดบ้านรับศึกหนักพบ เต็ง 1 ทีมบาเยิร์น มิวนิค งานนี้เชื่อว่ามีร์เซีย ลูเชสคู กุนซือใหญ่ชาวโรมาเนียของเจ้าบ้าน รู้ดีว่าการชนะ ทีมเสือใต้ เป็นงานที่ยากพอ ๆ กับเข็นครกขึ้นภูเขา  การ ไม่แพ้ หรืออย่างน้อยไม่เสียประตูในบ้าน คงเป็นอะไรที่แฮปปี้สุดๆ จากนั้นค่อยไปว่ากันที่ ถิ่นมิวนิคอีกทีในนัดที่สอง

 

ส่วนในด้าน คู่อื่น ๆ ที่มีคิวลงหวดกันในวันต่อๆ ไปอย่าง ทีมชาลเก้ – ทีมเรอัล มาดริด ทีมดังจากเยอรมันอยู่ในฟอร์มที่ดีในลีก ตอนนี้ยังเกาะกลุ่มอยู่ในอันดับลุ้นมาเตะถ้วยนี้ได้อีกครั้งในซีซั่นหน้า ส่วน ทีมราชันชุดขาว ช่วงนี้ฟอร์มอาจกระท่อนกระแท่นในบางนัด แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า เจ็ทโด้  และ ผองเพื่อน จะกลับมาเข้าฟอร์มได้ทันเวลาหรือไม่?

 

 

ทีมบาเซิ่ล – ทีมปอร์โต้ นั้นม่ใช่งานง่ายสำหรับแชมป์จากสวิส ซึ่งดูมุมไหนก็เป็นรองทุกหน้า เมื่อต้องมาจ๊ะเอ๋พบกับ ทีมปอร์โต้ เขี้ยวลากดินในบอลถ้วยยุโรปของวงการอีกทีมนึง รอบแรกแข่ง 6 นัด ชนะ 4 เสมอ 2 ไม่แพ้ใครเลย ก้ต้องมาดูกันว่า บอลรอง จะทำได้ดีแค่ไหน

 

คู่ต่อมา ทีมแมน ฯ ซิตี้ – ทีมบาร์เซโลน่า ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก จับเจอตอเข้าเต็ม ๆ อีกแล้ว เมื่อต้องมาพบกับ ทีมเจ้าบุญทุ่มโดยเฉพาะตอนนี้ 3 ประสาน MSN 1.ลิโอเนล เมสซี่, 2.เนย์มาร์ และ 3.หลุยส์ ซัวเรซ และนับวันยิ่งเล่นยิ่งเข้าขา กระซวกประตูคู่แข่งได้เป็นกอบเป็นกำทุกนัด น่าสนใจว่า มานูเอล เปเยกรินี่ เฮดโค้ชชาวชิเลียนจะเอาตัวรอดจากกระดูกชิ้นโตจากสเปนนี้ไปได้ยังไง เพราะบอร์ด ทีมเรือใบสีฟ้า คาดหวังกับรายการนี้ไว้สูงเหลือเกิน

 

ทีมยูเวนตุส - ทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถือเป็นมวยถูกคู่ แม้ตามหน้าเสื่อดูฟอร์มในลีกตัวเอง ทีมยูเว่ จะเหนือกว่าเยอะเพราะครองจ่าฝูงอยู่ ส่วน ทีมเสือเหลือง แม้จะเป็นแชมป์กลุ่มในรอบแรก แต่สถานการณ์ในลีกแตกต่างกันดั่งฟ้ากับเหว เพราะต้องดิ้นรนหนีจากโซนท้ายตารางอย่างหนัก แม้จะเริ่มเก็บชัยชนะได้มากขึ้นในช่วงหลังแล้วก็ตาม

 

 

ทีมอาร์เซน่อล – ทีมโมนาโก เป็นปีที่พลพรรค ปืนใหญ่ คาดหวังไม่ใช่น้อย ด้วยนักเตะที่เข้ามาใหม่กับแข้งเก่าในทีมที่ผสานกันได้อย่างลงตัวทั้งพวกตัวเก๋าและดาวรุ่ง ด้านทีมดังจากฝรั่งเศส แม้จะไม่มีสตาร์เด่น หลังไม่มีทั้ง ฮาเมส โรดริเกวซ และ ราดาเมล ฟัลเกา แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน เพราะรอบแรกก็เป็น แชมป์กลุ่มมา

 

ทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น – ทีมแอตเลติโก มาดริด โดยที่ทีมห้างขายยา อาจจะไม่โดดเด่นนักในเกมรุก แต่เกมรับที่เสียประตูยากช่วยให้พวกเขาผ่านเข้ารอบมาได้ ต้องมาพบกับ ตราหมี แชมป์ลีกสเปนฤดูกาลที่แล้ว ที่มีเกมบุกและการแก้เกมของ เอล โชโล่ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เป็นจุดแข็ง ก็ทำให้คู่นี้เป็นอะไรที่น่าติดตามไม่แพ้คู่อื่นๆเช่นกัน

 

ซึ่งจะย้ำกันอีกที บอกต่อกันอีกครั้ง ศึกแย่ง แชมป์บิ๊กเอียร์ กลับมาแล้ว! โดยรับประกันความตื่นเต้น ดราม่า เร้าใจ เหมือนเช่นเคย จากคืนนี้ไปจนถึงเกมเลกที่สองช่วงกลางเดือนหน้า มาดูกันอีกทีว่า ที่สุดแล้ว 8 ผู้รอดตาย จะเหลือทีมใดยืนตระหง่านอยู่กลางสมรภูมิบ้าง?

 

เรื่องโดย : น้องเพชร

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/133269/

ฟุตบอล เอพเอคัพชิรูด์ ยิงเบิ้ล 2นาที2ลูก,เสือใต้ถล่มสิงห์เหนือ 8-0

ชิรูด์ ยิงเบิ้ล 2นาที2ลูก ให้ปืนอัดทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ 2 – 0 ลิ่ว 8 ทีมเอฟเอคัพ +คลิป

 

 

 

  • ศึกฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ฤดูกาล 2014 – 2015 รอบที่ 5
  • แข่งวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558
  • ทีมอาร์เซน่อล 2 – 0 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์
  • แข่งที่สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม
  • จำนวนความจุ : 60,355 ที่นั่ง
  • กรรมการผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

 

 

ในนาทีที่ 3 ทีมอาร์เซน่อล ได้โอกาศลุ้นจากลูกฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษ ซานติ กาซอร์ล่า ปั่นด้วยซ้าย บอลโค้งข้ามกำแพงเตรียมถากเสาขวามือแล้ว แต่ เมเฆียส พุ่งปัดลูกฟุตบอลออกหลังไปได้

 

ต่อมานาทีที่ 8 คีแรน กิ๊บบ์ส ได้ตวัดบอลเข้ากลางจากด้านซ้าย เวลเบ็ค จ่อชาร์จแล้ว แต่ เมเฆียส ก็ออกมาเซฟบอลไว้ได้อย่างปลอดภัย

 

และเกมได้ดำเนินมาถึง นาทีที่ 20 ยังเป็นฝ่ายอาร์เซน่อลที่ทำเกมรุกได้น่าลุ้นกว่า แต่ในจังหวะสุดท้ายก็ยังทำได้ไม่ดีพอ ทำให้พลาดประตูขึ้นนำไปในหลายๆ จังหวะ

 

จนมาถึงนาทีที่ 26  ทีมอาร์เซน่อลต่อบอลกันมาอย่างสวย บอลจ่ายฉีกออกซ้ายให้ คีแรน กิ๊บบ์ส ตวัดเข้ากลาง และ เป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ใช้เท้าซ้ายจ่อๆ บอลซุกก้นตาข่ายไปอย่างสวยงาม 1 – 0

 

และในนาทีที่ 28 เป็นการขึ้นบอลจากฝั่งซ้ายอีกแล้ว จากลูกเตะมุม อเล็กซิส ซานเชซ เปิดมาเสาแรก โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หนีตัวประกบเข้ามาหวดด้วยซ้ายทันที บอลผ่านมือ โทมัส เมเฆียส เข้าประตูไปอย่างสวยงาม 2 – 0

 

ซึ่งในนาทีที่ 38 อัลเบิร์ต อาโดมาห์ ได้ โอกาสลองส่องไกล แต่ เชสนี่ รับไว้ได้อย่างหวุดหวิด

 

ทำให้จบครึ่งแรก ทีมอาร์เซน่อล ออกนำไปก่อนด้วยผลบอล 2 – 0 จากการทำประตูของ  โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ คนเดียวเหมาสองประตู

 

ในนาทีที่ 51 เวลเบ็ค หลุดเดี่ยวไปตามริมเส้นหลังฝั่งขวา ชิพข้ามตัว เมเฆียส มาแล้ว แต่บอลไม่โค้งเข้าประตู บอลออกมาปากประตูก่อนเริ่มเกมกันใหม่อีกครั้ง

 

โดยที่นาทีที่ 75 ทีมอาร์เซน่อล นั้นเน้นครองบอล โดยฝั่งทีมเยือนมีโอกาศได้โต้กลับบ้าง แต่โอกาศก็ยังคงเป็นของอาร์เซน่อลอยู่ ซึ่ง กาซอร์ล่า ได้ยิงบริเวณหัวกะโหลกเน้นๆ แต่บอลก็ข้ามคานออกไป

 

ทำให้จบเกม ทีมอาร์เซน่อลเปิดบ้านเอาชนะ ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ ไปได้แบบไม่ยากเย็นนัก โดยได้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เบิ้ลในเวลาติดๆ ทำให้ ทีมอาร์เซน่อล เอาชนะ ไปด้วยสกอร์ 2 – 0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จ

 

ดูรายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

 
ทีมอาร์เซน่อล 4 – 3 – 3 :

  1. วอยเชียค เชสนี่
  2. คาลัม แชมเบอร์ส
  3. กาเบรียล เปาลิสต้า
  4. โลร็องต์ กอสซิแอลนี่
  5. คีแรน กิ๊บบ์ส
  6. ฟลามินี่
  7. ซานติ กาซอร์ล่า
  8. เมซุต โอซิล
  9. อเล็กซิส ซานเชซ เปลี่ยนตัว โรซิคกี้ ลงนาทีที่ 72
  10. แดนนี่ เวลเบ็ค เปี่ยนตัว ธีโอ วัลค็อตต์ ลงนาทีที่ 72
  11. โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เปลี่ยนตัว ชูบ้า อัคปอม ลงนาทีที่ 82

 

ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ 4 – 5 – 1 :

  1. โทมัส เมเฆียส
  2. ไรอัน เฟรเดอริคส์
  3. เคนเน็ธ โอเมรูโอ
  4. เบน กิ๊บสัน
  5. จอร์จ เฟรนด์
  6. อดัม เคลย์ตัน
  7. แกรนท์ ลีดบีตเตอร์
  8. อัลเบิร์ต อาโดมาห์
  9. ลี ทอมลิน  เปลี่ยนตัว Jelle Vossen ลงนาทีที่ 54
  10. การ์เซีย มาร์ติเนซ
  11. พาทริค แบมฟอร์ด เปลี่ยนตัว อดัม รีช ลงนาทีที่ 54

 

 

 

ทีมเสือใต้ ถล่ม ทีมสิงห์เหนือ 8 – 0  +คลิป

 

 

 

ถึงเวลาจะโหดร้าย ก็ทำร้ายหัวใจแฟน สิงห์เหนือน่าดูชมจริง

 

หลังจากวิเคราะห์ผลบอลที่พี่เสือ บาเยิร์น มิวนิค ได้โชว์ฟอร์มโหดสมราคาแชมป์เก่า ที่คืนฟอร์มดุดันได้อีกหน เมื่อเปิดบ้านไล่ถล่ม ทีมสิงห์เหนือ ฮัมบวร์ก แบบหมดสภาพ 8 – 0 นำฝูงต่อไปอย่างสบายใจสุด ๆ

 

ซึ่งในเกมนี้ ทีมบาเยิร์น มิวนิคได้ โฮลเกอร์ บาดชตูเบอร์ ฟิตลงตัวจริงหลังเจ็บไปนาน แถม ฟรองค์ ริเบรี่ ก็หายเจ็บกลับมามีชื่ออยู่ที่ม้านั่งสำรองแล้ว ฝั่งของโจเซฟ ซินน์เบาเออร์ นายใหญ่ฮัมบวร์ก จัดเกมรุกมาสู้เต็มที่ วางอาร์ตอมส์ รุดเนฟส์ ยืนหน้าคู่ อิวิก้า โอลิช

 

ทีมพี่เสือ เดินหน้าบุกตามสไตล์ ขย้ำเหยื่อทันที ในนาทีที่ 20 เจ้าถิ่นได้จุดโทษ หลัง ราฟินญ่า เปิดบอลไปโดนมือมาร์กอส ในเขตโทษ ผู้ตัดสินให้จุดโทษทันที ก่อนจะเป็นมุลเลอร์สังหารเข้าไปไม่พลาด 1 – 0

 

 

 

และ ทีมบาเยิร์น มิวนิค ได้ขยับสกอร์หนีห่างเป็น 2 – 0 ในอีก 2 นาทีถัดมา มุลเลอร์ หักเข้าซ้ายแล้วซัดเรียดเล่นทางก่อนโดนดร็อบนี่ย์ ทิ้งตัวเซฟกระดอนออกมาและก็เป็นเกิตเซ่ ที่พุ่งเข้าซ้ำจ่อๆ เข้าไปตุงตาข่าย

 

ในนาทีที่ 36 เจ้าถิ่นได้เพิ่มอีกลูก ร็อบเบน โชว์ลีลาลากฟุตบอลตัดเข้ากลาง ก่อนจะมีช่องปั่นด้วยซ้ายส่งบอลโค้งเสียบมุมบนสวยงาม ทำให้จบครึ่งแรก ทีมบาเยิร์น นำห่างเป็น 3 – 0

 

และกลับมา เตะต่อในช่วงครึ่งหลัง ได้แค่ 2 นาที ทำให้ ทีมพี่เสือหนีห่าง 4 – 0 จากจังหวะที่ เกิตเซ่ ไหลให้ ร็อบเบน ลากเข้ากรอบโทษฝั่งขวา แล้วซัดมุมแคบด้วยขวายัดเสาแรก ผ่าน ดร็อบนี่ย์ ที่ปิดมุมไม่ดีเข้าไป เป็นลูกที่ 2 ของปีกหัวไข่

 

โดยในนาทีที่ 55 สกอร์บอลไหลเป็น 5 – 0 โดยชไวน์สไตเกอร์ เลี้ยงบอลเข้าเท้า มุลเลอร์ ปั่นด้วยขวาหน้าหเขตโทษส่งบอลโค้งเบียดเสาสุดสวย และเป็นลูกที่ 2 ของเขาด้วยในเกมนี้

 

ในเกมส์นี้ ทีมฮัมบวร์ก นั้นสู้ไม่ได้จริง ๆ นาทีต่อมา ร็อบเบน แทงบอลให้ มุลเลอร์ ในกรอบโทษฝั่งขวาก่อนวางบอลต่อให้ เลวานดอฟสกี้ ยิงระยะเผาขนไม่เหลือซาก 6 – 0

 

 

 

ซึ่งทีมพี่เสือยังดุ นั้นก็ยังไม่พอในสกอร์เท่านี้ โดยในนาทีที่ 68  ริเบรี่ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง แทงบอลให้ เลวานดอฟสกี้ ลากไปยิงมุมแคบติดเซฟ ดร็อบนี่ย์ มาเข้าเท้า ริเบรี่ ซ้ำโล่งๆ เข้าไปได้อีกไม่เหลือซาก 7 – 0

 

และก่อนจบเกม ในนาทีสุดท้าย ทีมบาเยิร์น นั้นมาได้ประตูปิดท้ายคืนโหด อลาบา ไหลคืนให้ เกิทเซ่ หาจังหวะซัดด้วยขวาในกรอบโทษฝั่งซ้ายพุ่งเสียบเสาไกล พาทีมย้ำชัย 8 – 0

 

ซึ่งแน่นอนว่า ทีมพี่เสือมีแต้มนำ ทีมโวล์ฟสบวร์ก 8 แต้มเท่าเดิม ในเกมที่สุดโหดและยิงกันถล่มทลายฉลองคืนวาเลนไทน์ให้แฟนพี่เสือมีความสุขทั้งคืน

 

ทำไมโหดร้ายแบบนี้  ก็ไม่รู้ว่าจะเอาทีมไหนมาสู้

 
เขียนเรื่องโดย : Playmaker

 

 

ที่มา: http://sport.sanook.com/132835/  ,  http://sport.sanook.com/133049/