โปรแกรมบอลสเตอร์ลิ่ง VS ซานเชซ เกมเดือด ที่แอนฟิลด์

วิเคราะห์บอล สเตอร์ลิ่ง VS ซานเชซ ก่อนเกมเดือด ที่แอนฟิลด์

 

 

ซึ่งภายหลังที่ อเล็กซิส ซานเชซ ได้โชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่นกับ ฝ่ายฟุตบอลอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ จนที่ว่ากันว่าเขามีบทบาทพร้อมกับอิทธิพลสำคัญต่อ หมู่ปืนใหญ่ เหมือนกับที่ หลุยส์ ซัวเรซ เคยทำไว้ตอนยักย้ายถ่ายเทมาเล่นให้เหล่าลิเวอร์พูล

 

พร้อมกับ ล่าสุด เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ กลุ่มหงส์แดง ก็ออกมาชื่นชม ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งทำ 2 ประตู ในเกมลีกคัพรอบ 8 เหล่าสุดท้ายนัดที่บุกชนะบอร์นมัธ 3-1 ว่าดาวรุ่งรายนี้มีผลงานที่โดดเด่นไม่น้อยไปกว่าซานเชซเลย

 

เพราะบทบาทของเขาในกรุ๊ปไม่ต่างจากบทบาทที่ อเล็กซิส ซานเชซ มีต่อ หมู่อาร์เซนอล ร็อดเจอร์ส บรรยาย

 

ซึ่งเขาไม่ใช่ศูนย์หน้าอาชีพ แต่ความเร็วของเขาในการสปีดหนีกองหลังหรือไม่สอดทะลุแนวรับเข้าไปนั้นสร้างปัญหาได้ตลอด พร้อมทั้งคุณได้เห็นแล้วจากนัดนี้ว่าเขารอบรู้รับบอล พลิกบอล พร้อมด้วยพาบอลจี้เข้าสมมุติองหลังได้ยังไงบ้าง เขาสุดยอดมาก

 

พร้อมด้วยหนังสือพิมพ์ เดอะเทเลกราฟ จึงได้นำเอาสถิติใน ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ของทั้ง สเตอร์ลิ่ง กับ ซานเชซ มาเปรียบเทียบพร้อมกับวิเคราะห์บอลจุดหลักๆ ให้ดูกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะได้วัดฝีเท้ากันแท้ๆ ในเกมบิ๊กแมตช์วันอาทิตย์นี้

 

1.การทำประตู

 

ถึงแม้จักทำได้ 2 ประตู ในเกมลีกคัพนัดล่าสุด แต่สเตอร์ลิ่งก็ทำประตูในพรีเมียร์ลีกไม่ได้เลยนับตั้งแต่เดือนกันยายน พร้อมกับเพิ่งยิงไปแค่ 3 ลูก เท่านั้น ในฤดูกาลนี้

 

ส่วนทางด้านซานเชซเป็นดาวซัลโวสูงสุดอันดับ 3 ของโปรแกรมพรีเมียร์ลีกในในเวลานี้ จากการทำ 9 ประตู ในการลงเล่น 15 นัด พร้อมด้วยยิงรวมกัน 15 นัด ในทุกรายการของฤดูกาลนี้

 

พร้อมกับถ้าถ้าดูกันที่โอกาสในการทำประตูแล้ว ซานเชซเฉือนสเตอร์ลิ่งไปเล็กน้อยที่ 28 ต่อ 24 พร้อมกับมีความแม่นยำในการยิงเข้ากรอบมากกว่าที่ 71% ต่อ 63% ส่วนลูกที่ยิงไปติดบล็อก กองหน้าของอาร์เซนอลก็มีสถิติสูงกว่าที่ 15 ต่อ 12

 

2.การสร้างสรรค์เกม

 

เพราะซานเชซนั้นทำแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมพวกยิงได้มากกว่าสเตอร์ลิ่ง 1 ครั้ง ที่ 5 ต่อ 4 แต่ถ้าดูแน่แท้ๆ แล้วก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะว่า เหล่าลิเวอร์พูลทำประตูได้น้อยกว่าอาร์เซนอลถึง 9 ลูก ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

 

แต่ว่าถ้าดูที่การจ่ายบอลแล้วสเตอร์ลิ่งทำได้ดีกว่าขณะเทียบเป็นอัตราส่วน เพราะเขาจ่ายบอลสำเร็จถึง 80% จากจำนวน 524 ครั้ง ขณะที่ซานเชซทำได้ 77% ของการจ่าย 666 ครั้ง

 

พร้อมกับด้วยว่าการลากเลื้อยบอลหลบคู่ต่อสู้ ดาวรุ่งของหงส์แดงก็เฉือนไปอย่างเฉียดฉิวที่ 49% ต่อ 48%

 

ในขณะที่เปอร์เซ็นต์การเปิดบอลเข้ากลางไปถึงเพื่อนร่วมกลุ่มได้ สเตอร์ลิ่งก็ทำได้ดีกว่ามาก แม้จะเปิดแค่ 38 ต่อ 83 ครั้ง ของซานเชซ แต่สำเร็จถึง 21% ต่อ 17%

 

3.เกมรับ

 

ตัวของสเตอร์ลิ่ง นั้นลงมาช่วยป้องกันการบุกของคู่ต่อสู้ได้ดีกว่า เพราะว่าแย่งบอลสำเร็จถึง 86% จนถึงเทียบกับ 72% ของซานเชซ แม้ว่าจะเข้าแท็กเกิ้ลน้อยกว่าที่ 21 ต่อ 29 ครั้ง ก็ตาม

 

แต่ว่า ซานเชซ ตัดบอลจากการจ่ายบอลคู่ต่อสู้ได้ดีกว่าที่ 16 ต่อ 12 ครั้ง แต่สเตอร์ลิ่งก็ช่วยเคลียร์บอลทิ้งได้มากกว่าที่ 8 ต่อ 1

 

 

มันจักมีสุทธิเหรอ แสงสว่างปลายอุโมงค์ของหงส์แดง?

 

 

ก็ตะกลามจะทราบเหมือนกันว่า หลังจบเกมบุกชนะ กลุ่มบอร์นสมัธ จ่าฝูง เดอะ แชมเปี้ยนชิพ สวยหรู 3-1 พร้อมตีตั๋วเข้ารอบตัดเชือก ลีก คัพ ได้แล้ว

 

เหตุด้วยทิศทาง ที่ควรวิจารณ์ผลงานของหงส์แดงควรเป็นอย่างไร?

 

ซึ่งตัวผมเองก็ หลีกเลี่ยง ตลอดในเรื่องการวิเคราะห์ตารางบอลแบบสาดเสียเทเสีย เฉพาะอย่างยิ่งใน กรณีลิเวอร์พูล ก็เพราะว่าพื้นฐานหมู่นั้นดีอยู่แล้ว

 

พร้อมด้วยการจะมาเป็นหมู่แย่ๆ พ่างชั่ว ข้ามคืน เหรอไม่กี่เดือนจากวันเวลา อันดับ 2 ในลีกซีซั่นที่สร้างผ่านมา

 

มันเป็นไปไม่ได้

 

เพราะว่าเฉพาะอย่างยิ่ง อันดับ 11 ในลีก มันไม่ได้ สะท้อน ความเป็นครัน ไม่ใช่หรือตามภาษาอังกฤษ ก็คือ under perform หรือเล่นต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น

 

 

 

ก็เพราะว่าฉะนั้น กลุ่มลิเวอร์พูล ก็รอแค่ เวลา หรือไม่ ชนวน อะไรสักอย่างที่จะมาปลดล็อกการทำประตู

 

พร้อมทั้งจากที่เห็น แวบๆ ในเกม ศึกแดงเดือด เหล่าขุนพล ฝ่ายลิเวอร์พูล นั้นได้ฉายแววบางสิ่งบางอย่าง ออกมา

 

ไม่ว่าจะทั้ง รูปแบบ การเล่น Fault No9 ที่มี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นตัวหลักสนับสนุนเพราะว่า อดัม ลัลลาน่า พร้อมกับ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

 

ด้วยกันใช้กองกลาง 4 ตัวมีดังนี้

  1. สตีวี่ เจอร์ราร์ด เป็นหลักตรงกลาง
  2. จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทางด้านขวา

 

ซึ่งในนัดที่แพ้ คณะแมนฯ ยูฯ 0-3 ได้ใช้ โจ อัลเลน ยืนกลาง พร้อมด้วยมี อัลแบร์โต้ โมเรโน่ ยืนฝั่งซ้าย

 

แต่ทว่าเกมนี้กับยอดฝ่ายชายฝั่งทะเลอังกฤษ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ใช้ ลูคัส ยืนกลาง พร้อมทั้งลาซาร์ มาร์โควิช ยืนริมเส้นฝั่งซ้าย

 

 

 

และนักเตะที่ถูก กล่าวขวัญ อย่างมาก คือ มาร์โควิช ดาวเตะเซิร์บจากเบนฟิก้าที่โชว์เล็กๆ ในเกมบาเซิลก่อนที่จักโดน ใบแดง พร้อมทั้งนัดที่ลอดมากับ คณะปิศาจแดง

 

เขาได้แจ้งเกิดเต็มตัวในแมตช์นี้

 

ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว คือ ระบบกองหลัง 3 ตัว:

 

 

  1. เดยัน ลอฟเรน
  2. มาร์ติน สเคอร์เทล
  3. โคโล ตูเร่

 

ที่รายหลังได้เล่นก็เพราะว่า เกล็น จอห์นสัน เจ็บยาว 1 เดือน

 

แต่ทว่าดูเหมือนจะเป็นผลดี ก็เพราะว่าซีซั่นนี้ ตูเร่เล่นดีทุกนัดที่ได้โอกาสลงสนาม ต่างจาก จีเจ ที่ไม่ค่อยประทับใจจ๊อด

 

เพราะท้ายสุด ๆ นักๆ คือ การปรับใช้ แบรด โจนส์ ยืนนายทวารแทน ซิมง มิโญเล่ต์

 

ซึ่งนายทวารชาวออสซี่ นั้นดีกว่า มิโญเล่ต์แน่นอนในเรื่องการ ใช้เท้า ที่สำคัญมากๆ ด้วย ปรัชญา การเล่นของ ร็อดเจอร์ส พร้อมด้วย เหล่าลิเวอร์พูล

 

แต่ว่าอย่างน้อย โจนส์ ซึ่งถนัดซ้าย อาจจะใช้เท้าได้ดีทั้ง 2 เท้า และดู นิ่ง แม้จักดูเหมือนจักมีจุดด้อยเรื่องการสื่อสารที่ผมมองว่า เงียบไป

 

เพราะรวมๆ ความแล้ว ระบบ 3-4-3 อาจจะ แค่ อาจจะ นะครับ เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ของลิเวอร์พูล เพราะว่าเฉพาะอย่างยิ่งชายชื่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในฤดูกาลนี้

 

ถ้าพูดถึง ระบบการเล่น หรือว่า ฟอร์เมชั่น แล้วก็นึกถึงซีซั่นที่แล้ว เพราะว่ากว่า กลุ่มหงส์แดงจะ เข้าที่ ก็พอสมควรเหมือนกันกับสูตรมิดฟิลด์ ไดมอนด์

 

เพราะว่าก่อนหน้านี้ หลัง “ซาบซึ้ง” กับชีวิตที่ปราศจาก หลุยส์ ซัวเรซ ตามด้วย แดเนียล สเตอร์ริดจ์

 

กับรู้ว่า มาริโอ บาโลเตลลี่ คือคนที่ ไม่ใช่ด้วยฝ่าย

 

ซึ่งกุนซือไอร์แลนด์เหนือ พยายามจะปรับสูตรการเล่นครั้งใหญ่มา 1 หนแล้ว ด้วยการปรับ เจอร์ราร์ด มาเล่น หน้าต่ำ

 

แต่ว่าความพยายามดังกล่าวไม่เป็นผล อาจเป็นเพราะ สตีวี่ จี เลยวัยทะลุทะลวงไปแล้ว แม้ภาพรวมจะถือว่า กัปตันเหล่าหงส์แดงทำได้ไม่ขี้เหร่ก็ตาม

 

ก็เพราะว่าก่อนสุดท้าย ร็อดเจอร์ส จัก เดิมพัน กับ เสี่ยงที่สุด ในชีวิตกุนซือด้วยการเลือเลื่องกเกม ศึกแดงเดือด อันเป็นเกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ 16 ในฤดูกาล

 

นั้นเป็นแมตช์ โหมโรง ระบบการเล่นใหม่ 3-4-3 ที่มี สเตอร์ลิ่ง เป็น ตัวหลัก ในเกมรุก

 

ด้วยกันตามด้วยเกมนี้ พร้อมกับนัดต่อจากนั้นที่มีคิวเปิดบ้าน แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ พวกอาร์เซนอล ในศึก ซูเปอร์ซันเดย์ นี้

 

ซึ่งถึงเวลานี้ จุดอ่อนหลักๆ ทั้ง 1.มิโญเล่ต์ กับ 2.เกล็น จอห์นสัน รวมถึง 3.บาโลเตลลี่ ได้ถูกคัด ออกจากฝ่าย 11 คนแรกไปแล้ว

 

เช่นกัน ฟอร์เมชั่น 3-4-3 ได้ถูกพัฒนามาในทิศทางที่น่าสนใจมากๆ จาก 2 นัดล่าสุดที่ถูกนำมาใช้ในเกมสำคัญ ด้วยกัน “ไม่ง่าย”

 

ก็เพราะว่าฉะนั้น ถ้าสมมติว่าสุดอาทิตย์นี้ พวกอาร์เซนอล ได้ตกเป็น เหยื่อ คาแอนฟิลด์ ผมว่า ช่วงโปรแกรมโหด ๆ ตอนคริสต์มาส กับนิวเยียร์ แฟนหงส์มีสิทธิกลับมามี “รอยยิ้ม” อีกครั้งครับ

วิเคราะห์บอลการรบศึกแดงเดือดเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1894

Red Fight ประวัติบุคคลศาสตร์สงครามลูกหนังแดงเดือดแห่งเกาะอังกฤษ

 

 

ถ้าจักวิเคราะห์ผลบอลสั่งถึงความเป็นปฏิปักษ์กันระหว่าง กลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยกัน ทีมลิเวอร์พูล ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในวงการฟุตบอลว่านี่คือหนึ่งในคู่ปรับที่มีประวัติบุคคลศาสตร์สืบเนื่องมาอย่างยาวนานร่วม ร้อยปี

 

ถึงแม้จะใช้สีเดียวกันเป็นสีปกติสโมสรก็ตาม แต่เป็นแดงคนละเฉด แดงคนละความเดา

 

ซึ่งราวกับว่าทั้งสองเหล่านี้เกิดมาเพื่อแข่งขัน ประชัน และชิงชังซึ่งกันพร้อมกับกันตลอดเวลาก็ว่าได้

 

ซึ่งถ้าจักหลักฐานตามความเป็นมาลูกหนัง ของทั้งสองพวก ที่ผูกด้ายแดงแห่งโชคชะตาเอาไว้ตั้งแต่กาลสมัยที่ เหล่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังใช้ชื่อเดิมว่า นิวตัน ฮีธ พร้อมทั้ง ทีมลิเวอร์พูล เพิ่งแยกตัวจาก ทีมเอฟเวอร์ตัน มาก่อตั้งสโมสรใหม่ เพราะการพบกันครั้งแรกเกิดขึ้นขณะวันที่ 28 เมษายน ปี 1894 ทีมลิเวอร์พูล เอาชนะ หมู่นิวตัน ฮีธ ไปได้ 2 – 0

 

 

 

1.แมนฯ ยูไนเต็ด ถ่ายไว้เมื่อปี 1910

หลังจากนั้นในปี 1910 ฝ่ายนิวตัน ฮีธ ซึ่งได้ปรวนแปรชื่อมาเป็น ฝ่ายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ลงรับมือกับ กลุ่มลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกที่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เพราะว่าเกมนี้ถูกบันทึกว่าเป็นจุดเริ่มต้นคล้ายเป็นทางการของความขัดแย้งระหว่างทั้งสองทีม

 

เพราะที่ในครั้งนั้น กรุ๊ปลิเวอร์พูล ยังเป็นฝ่ายที่เอาชนะไปได้ 4 – 3

 

เท่านั้นว่าอย่างไรก็ดีในตอนนั้น การขับเคี่ยวระหว่างสองสโมสรยังไม่รุนแรงมากนัก แต่ในหมู่ชาวเมือง แมนคูเนียน พร้อมกับ เมืองลิเวอร์พัดเลียน นั้นมีความไม่ถูกกันอยู่ อันเป็นข้อมูลออกสืบเนื่องตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะเดิม เมืองแมนเชสเตอร์ เป็นธานีที่ขึ้นชื่อในเรื่องของสิ่งทอ ขณะที่ เมืองลิเวอร์พูล เป็นบุรีท่าสำคัญของแว่นแคว้นประเทศอังกฤษ

 

 

2.บิลล์ แชงค์ลี่ย์ กับ บูธรูม ถ่ายไว้ทันทีที่ปี 1960

ปางแต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปครั้นมีการขุดคลองที่ เมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้ทูกต่างๆ ได้เขยิบจากการเทียบท่าที่ เมืองลิเวอร์พูล มาเทียบเคียงท่าที่ เมืองแมนเชสเตอร์แทน ด้วยกันทำให้ เมืองลิเวอร์พูล ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย.

 

ซึ่งการขับเคี่ยวเพื่อการเป็น สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ได้เริ่มทำรุนแรงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 70 พอหมู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในการเป็นสโมสรอังกฤษแห่งแรกที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ ในปี 1968

 

แต่ว่าหลังจากนั้น เมืองลิเวอร์พูล ได้ผงาดขึ้นมาผูกขาดความรอดอย่างต่อเนื่องในยุคเรืองรองสืบตามที่ บิลล์ แชงคลีย์ จนถึงช่วงเวลาของ เคนนี่ ดัลกลิช เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ

 

พร้อมทั้งก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เป็นมหาบุรุษจากสกอตแลนด์ จะพลิกชะตาที่ตกต่ำของเหล่าอสูรแดง ให้กลับมาเป็นมหาอำนาจของวงการฟุตบอลระดับโลก จนแซงหน้า เหล่าลิเวอร์พูล ในทุกด้านใน 2 ทศวรรษที่เปลี่ยนมา

 

ซึ่งความสำเร็จที่สำคัญที่สุดคือการพาฝ่ายคว้าแชมป์ลีกแซงหน้า คณะหงส์แดง ที่เคยครองอันดับหนึ่งด้วยการ

  1. คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 แบบเดิม 18 สมัย
  2. คว้าแชมป์ลีกกาลสมัยที่ 19
  3. ปัจจุบันยุคที่ 20

 

 

ทำให้ทีคมลิเวอร์พูล ต้องชูเรื่องความสำเร็จในเวทียุโรปกับสถิติการเป็นพวกจากประเทศอังกฤษที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ตึดตื๋อที่สุด 5 คราวแทน

 

 

 

3.ฝ่ายนึงเป็นแชมป์ยุโรป 5 เวลา กับอีกฝ่ายเป็นแชมป์ลีกสูงสุด 20 ครั้ง

ก็จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งระหว่างทั้งสองสโมสรนั้นสืบเนื่องกันมาช้านานแล้ว พร้อมทั้งรายละเอียดที่นำเสนอนั้นเป็นแทบแค่เพราะว่าสังเขปเท่านั้น

 

พร้อมทั้งถึงแม้ว่าสถานการณ์ในยามนี้ของทั้งสองสโมสรจะตกต่ำลงจากอดีตอยู่บ้าง เพราะว่าเฉพาะ กลุ่มลิเวอร์พูล ที่ย่ำแย่อย่างน่าใจหายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่ ฝ่ายยูไนเต็ด ยังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับสู่ความสำเร็จ

 

และก็ใช่ว่าความน่าสนใจของการพบกันระหว่างทั้งสองกรุ๊ปจะลดน้อยถอยลงไป

 

เพราะขึ้นชื่อว่าศึก เรด ไฟท์

 

ก็ย่อมไม่เคยมีใครยอมใครอยู่แล้ว

 

 

=============

 

ศึก Red Fight ในตำนาน
ปี 1977 – นัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ

 

สำหรับทั้งสองพวกพบกันครั้งแรกในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย เพราะว่าเวลานั้น พวกลิเวอร์พูล หวังคว้า ถ้วยเทรเบิลแชมป์ เนื่องจากว่าได้แชมป์ลีกแล้ว รอคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมมติชนะ กรุ๊ปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมด้วยจ่อเข้าชิง ศึกยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรกกับ ทีมโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ด้วย

 

แต่ว่า สจ๊วร์ต เพียร์สัน พร้อมกับ จิมมี่ กรีนฮอฟฟ์ ได้ดับฝันหงส์แดง ด้วยชัยชนะ 2 – 1 ของเหล่ากรุ๊ปปีศาจแดง

 

ปี 1983 นัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ

 

หมู่ลิเวอร์พูล ได้ล้างแค้นได้สำเร็จในอีก 6 ปีต่อมา จนถึงเอาชนะ กรุ๊ปแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ 2 – 1 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ จากประตูของอลัน เคนเนดี้ พร้อมกับรอนนี่ วีแลน แม้ว่า นอร์แมน ไวท์ไซด์ จักยิงนำให้คณะยูไนเต็ดได้ก่อนก็ตาม

 

 

นั่นทำให้หงส์แดง คว้าแชมป์ลีก คัพ เป็นกาลเวลาที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยกันเป็น โทรฟี่ใบสุดท้ายของบ็อบ เพสลีย์ ก่อนจักอำลาวงการ ส่งทะลุงานต่อให้โจ เฟนแกน ศิษย์ บูทรูม รุ่นถัดไปรับช่วงต่อ

 

 

ปี 1994 ศึกตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด

 

กลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด นั้นกำลังอยู่ในช่วงริเริ่มของยุคทอง และเป็นฝ่ายออกนำไปแบบสบายๆ 3 – 0 ที่แอนฟิลด์จากประตูของ 1.สตีฟ บรู๊ซ, 2.ไรอัน กิ๊กส์ กับ 3.เดนิส เออร์วิน แต่ ทีมลิเวอร์พูล ภายใต้การนำของแกรม ซูเนสส์ ไม่ยอมพ่ายแพ้ไล่ตีเสมอได้แบบปาฏิหารย์ จาก 2 ประตูของ ไนเจล คลัฟ พร้อมทั้งนีล รัดด็อก ก่อนที่จักเสมอกัน 3-3 เป็นเกมช่วงท้ายๆ ก่อนซูเนสส์จักโดนปลดจากตำแหน่ง

 

 

 

ศึกแดงเดือดที่แสนเงียบเหงา

 

 

ก็ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือไม่ก็เปล่า ว่าทำไมฟุตบอลแดงเดือดฤดูกาลนี้ ในนัดแรกทำไมมันดูเงียบๆ ชอบกล ทั้งๆ ที่ หมู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เหล่าลิเวอร์พูล ที่ทั้งสองฝ่ายคือเหล่าของมหาชนชาวสยาม ที่มีแฟนบอลมากที่สุดกลุ่มนึง

 

พร้อมด้วยถ้าเป็นช่วงหลายๆ ปีที่ทะลุมา เวลามีฟุตบอลคู่นี้ทีไร มักจักมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้แฟนบอลไปร่วมสนุกและนั่งรับชมการถ่ายทอดสดทางทีวีจอยักษ์ส่งตรงมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งก็จะมีทั้ง สาวกอสูรแดง กับ สาวกชาวเดอะค็อป ชวนเพื่อน แฟนไม่ก็ครอบครัวไปร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง

 

ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่แค่ที่เดียว แต่มีหลายที่ที่จัดกิจกรรมแบบนี้รวมทั้งมีการแสดงหรือพากย์บอลสดๆ จากกูรูนักพากย์ชื่อดัง ไม่นับรวมสวนอาหารใหญ่ๆ ตามชานเมืองที่จ้องแย่งตัวนักพากย์ดังๆ มาสร้างความบันเทิงเริงรมย์ให้กับคอบอลทั้งหลาย

 

 

 

เพราะว่าที่ส่วนหนึ่งอาจจักเป็นพราะตั้งแต่ต้นฤดูกาล ผลงานของทั้งคู่ ไม่ได้สร้างความประทับใจสักเท่าไหร่ เปิดผนังจากขุนพลปิศาจแดงที่ออกสตาร์ตแย่ที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงเดือนพฤศจิกายน โค้ชหลุยส์ ฟาน ฮัล พาลูกทีมเก็บชัยชนะได้แค่ 3 เกมเท่านั้น ก่อนที่จะมาดีขึ้นหลังจากนั้นด้วยชัยชนะ 6 เกมติด

 

ในขณะที่ทัพ พวกหงส์แดงของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา เดือนสิงหาคม รวมทุกรายการปราชัยไปถึง 9 นัด พร้อมกับเพิ่งสดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอล ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกต่างสมมต แถมผลงานในลีกก็อยู่กลางตารางจนมีสื่อพร้อมใจกันเล่นข่าวว่า บีร็อด นั้นอาจจักถูกปลดในเร็ววัน ยิ่งถ้าพ่ายในแดงเดือดนัดนี้อีกไม่ประสงค์จะคิดสภาพแท้จริง ๆ

 

ด้วยกันนอกจากนั้น ในแดงเดือดครั้งนี้บรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดแฟนบอลก็หายไปบานตะไท อย่าง เหล่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เท่าไหร่ ไม่มี พี่ด็อบบี้ อังเคล ดิ มาเรีย ที่เจ็บอยู่พ่างคนเดียว

 

 

เพียงแต่ว่าทางด้าน หมู่ลิเวอร์พูล ไม่มี หม่อมเหยิน หลุยส์ ซัวเรซ ที่ขายให้ พวกบาร์ซ่าไปแล้ว ซึ่งแดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่กำลังบาดเจ็บ ใช่ไหมแม้กระทั่ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เองก็โรยราไปตามวัย ไม่ร้อนแรงเหมือนระยะเวลาหนุ่ม ๆ

 

 

ซึ่งยิ่งตัวที่เหลืออยู่อย่าง เกรียนโอ้ นั้นทำให้แฟนหงส์พันธุ์ไทยทุกคนคงพูดได้เต็มปากว่า ไม่มีใครมุ่งหมายดูเกรียนโอ้เล่นบอลขนาดนั้นหรอก บวกกับผลงานในสนามที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขี้เกียจอีกต่างถ้าหาก นี้แหละคือความหมายของการนำเงิน 16 ล้านปอนด์ ไปละลายแม่น้ำเล่น

 

พร้อมกับอีกประเด็นที่มองว่าน่าตารางบอลจะทำให้แดงเดือดคราวนี้เงียบเหงาเป็นเป่าสากซะเหระบือเกิน คงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาพเศรษฐกิจที่ต้องยอมรับว่า ยุคนี้ข้าวของแพง ไม่ค่อยมีเอกชนหรือไม่ก็หน่วยงานไหน รวมถึงคนทั่วไปประสงค์จักทุ่มงบหมายมาจัดอีเวนต์ที่เปรียบเสมือนการทุ่มเงินหลักล้านในคืนเดียวหรอก เก็บเงินไว้เที่ยวช่วงปีใหม่เลยทีเดียวจะดีกว่า

 

 

 

พร้อมทั้ง ข้อสรุปง่ายๆ ของไฮไลท์ฟุตบอลแดงเดือดที่จะแข่งคือ นั่งดูฟุตบอลนัดนี้อยู่บ้านคนเดียวดีกว่า เพราะหลายครั้งที่หลายคนมักจะเระบือกไปดูบอลบิ๊กแมตช์ตามที่ต่างๆ กับเพื่อนสนิทมิตรสหาย แต่ลองเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งดูฟุตบอลคู่นี้คนเดียวในห้อง ซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ ของว่างมานั่งกิน

 

นั้นอาจจะทำให้ได้ชมฟุตบอลในแบบที่ต่างออกไป มีสมาธิในการดูมากขึ้น จะเห็นมิติต่างๆ ของทั้งสองกลุ่มในแง่แท็กติกกับการวางขนบของผู้จัดการเหล่า นอกจากฝีเท้าของนักเตะ

 

แต่พอบอลจบก็ได้เตรียมนอนหลับพักผ่อนชาร์จไฟดังที่วันพรุ่งนี้ก็ต้องทำงานแล้ว ถ้าให้กำเนิดไปพิศเกมข้างนอก เหรอตามกิจกรรมแดงเดือดที่จัดขึ้นเหมือนปีก่อนๆ อาจจักมีติดลม งานไหลจนต้องตื่นสายไปทำงานได้เหมือนกัน

 

แต่ว่าอย่างน้อยถึงในเมืองไทยจักเงียบเหงายังไง แต่อยากให้ชมฟุตบอลคู่นี้ให้ได้ประเด็น ไม่ใช่อะไรมาก ก็เพราะว่าปีนี้มีแนวโน้มสูงว่า

 

พร้อมทั้งแม้จะเป็นวางแผนสุดท้ายที่เราจักได้เห็น พี่เจิด สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลงเตะบอลที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดในสีเสื้อลิเวอร์พูลครับ

Bank

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคู่บิ๊กแมทซ์ที่ผ่านมาเมื่อวันอาทิตย์

ผีแดงเปิดรังถล่มหงส์แดงเละ 3 – 0 เก็บชัยชนะ 6นัดติด

 

ผีแดงเปิดรังถล่มหงส์แดงเละ 3 - 0 เก็บชัยชนะ 6นัดติด

 

 

  • ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
  • แข่งวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557
  • ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3 – 0 ทีมลิเวอร์พูล
  • แข่งที่สนาม: โอลด์ แทรฟฟอร์ด
  • กรรมการผู้ตัดสิน: มาร์ติน แอตกินสัน

 

นี่เป็นวิเคราะห์บอลเกมบิ๊กแมตช์ที่ทุกคนรอคอยกับ ศึกแดงเดือด ระหว่าง ทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เตรียมส่งตัว เวย์น รูนี่ย์ ลงมาทะลวงตาข่ายร่วมกับ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ซึ่งจะเปิดถิ่นรับการมาเยือนของ ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่ส่ง ริคกี้ แลมเบิร์ต ลงมาคู่กับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

 

เริ่มเกมครึ่งแรก ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที ทางด้านเฟลไลนี่ ได้รับใบเหลืองคนแรกของเกม จากจังหวะเข้าเสียบหนักใส่ อดัม ลานลาน่า

 

นาทีที่ 12 ทีมปีศาจแดง แมนฯ ยูไนเต็ด มาได้ประตูออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ อันโตนิโอ วาเลนเซีย จ่ายเข้ากลางให้กับ เวย์น รูนี่ย์ วิ่งมาซัดเข้าไปตุงตาข่าย

 
นาทีที่  17 สตีเว่น เจอร์ราร์ดได้โอกาสยิงไกล แต่บอลไปตรงตัว ดาวิด เด เคอา รับเอาไว้ได้

 

นาทีที่ 22 ทีมเยือน มีโอกาสบ้าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง หลุดขึ้นมาด้านซ้าย ก่อนจะยิงยัดไปที่เสาเเรก แต่ ดาวิด เด เคอา ยังปัดทิ้งไปได้

 

นาทีที่ 40 เจ้าถิ่น ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด นำห่าง 2-0 จากลูกเปิดริมเส้นของ แอชลี่ย์ ยัง ฟุตบอลหลุดมาถึง ฆวน มาต้า ในเขตโทษ ก่อนโหม่งเช็ดเข้าไปไม่เหลือ

 

นาทีที่ 43 จังหวะที่ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ได้โขกเหน่งๆ แต่บอลไปตรง ดาวิด เด เคอา ล้มตัวรับเอาไว้ได้ และจบครึ่งแรก ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด นำ ทีมลิเวอร์พูล  อยู่ 2-0

 

 

เริ่มเกมครึ่งหลัง ผ่านไปได้ 5 นาที ทีมลิเวอร์พูล ทำ หมูหกพลาดโอกาสได้ประตูตีไข่แตกอย่างน่าเสียดายสุดๆ  เมื่อ จอนนี่ อีแวนส์ ส่งบอลคืนไม่ถึง ดาวิด เด เคอา ถูก ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ฉกบอลไปได้ ไปดวลตัวต่อตัว  เด เคอา แต่ยิงไปติดบล็อคแบบน่าเขกกระโหลก

 

ในนาทีต่อมา จากเกมสวนกลับของ ฟาน เพอร์ซี่ ไหลให้ เวย์น รูนี่ย์ กดด้วยขวาในกรอบโทษ แต่บอลแรงไม่พอ  แบรด โจนส์ ล้มตัวรับได้ไม่ยาก

 

 

ในนาทีที่ 64 เจ้าถิ่นนั้น เกือบได้ลูกที่สาม จากจังหวะที่ วาเลนเซีย  เปิดยัดมาหน้าประตูของ ทีมลิเวอร์พูล และเป็น ฟาน เพอร์ซี่ ที่สะกิดบอลเชียวเสาออกไปนิดเดียว

 

 

นาทีที่ 71 ทีมปีศาจแดง นั้นขยับห่าง 3 – 0 จากจังหวะที่ ลอฟเรน สกัดบอลมาเข้าทาง ฆวน มาต้า ก่อนไหลออกขวาให้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ซัดโล่งๆ เข้าไปตุงตาข่าย

 

 

ในนาทีที่ 81 เป็นอีกจังหวะที่ ทีมลิเวอร์พูล น่าจะได้ประตู จากจังหวะซัดเผาขนของ บาโลเตลลี่ แต่ไม่ผ่านมือ ดาวิด เด เคอา ที่ยังไวล้มตัวตะครุบไว้ได้

 

 

นาทีที่ 85 ทีมหงส์แดง นั้นบุกต่อเนื่อง จังหวะที่ มาริโอ บาโลเตลลี่ หลุดขึ้นไปด้านฝั่งขวา เเต่จังหวะสุดท้ายยังยิงไปติดขา เด เคอา อีก

 

เข้าสู่ช่วงทดเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม ทำให้จบเกม ทีมปีศาจแดง แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านถล่ม  ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ผลบอล 3-0 แบบสุดมันส์ เก็บสามแต้มสำคัญและเป็นชัยชนะ 6 นัดติดต่อกัน

 

 
มาดูรายชื่อผู้เล่น 11 ผู้เล่นคนแรกที่ลงสนาม

ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด 4-2-3-1 :

  1. ดาวิด เด เคอา
  2. อันโตนิโอ วาเลนเซีย
  3. จอนนี่ อีแวนส์
  4. ฟิล โจนส์
  5. แอชลี่ย์ ยัง
  6. ไมเคิ่ล คาร์ริค
  7. มารูยาน เฟลไลนี่
  8. เจมส์ วิลสัน
  9. ฆวน มาต้า
  10. เวย์น รูนี่ย์
  11. โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

 

ชื่อผู้จัดการทีม: หลุยส์ ฟาน ฮัล

 

ทีมลิเวอร์พูล 4-3-3 :

  1. แบรด โจนส์
  2. อัลแบโต้ โมเรโน่
  3. มาร์ติน สเคอร์เทล
  4. เดยัน ลอฟเรน
  5. เกล็น จอห์นสัน
  6. โจ อัลเลน
  7. จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
  8. สตีเว่น เจอร์ราร์ด
  9. ฟิลิปเป้ คูตินโญ่
  10. ราฮีม สเตอร์ลิ่ง
  11. อดัม ลัลลาน่า

 

ชื่อผู้จัดการทีม: เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

 

 

สุดๆแลมพาร์ดยิงให้เรือใบบุกชนะสุนัขจิ้งจอก 1 : 0 ตามฝูงเท่าเดิม

 

 

สุดๆแลมพาร์ดยิงให้เรือใบบุกชนะสุนัขจิ้งจอก 1 : 0 ตามฝูงเท่าเดิม

 

 

  • ศึกฟุตบอลตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด อังกฤษ 2014-2015 นัดที่ 16
  • แข่งวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2557
  • ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ 0 – 1 ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้
  • แข่งที่สนาม : คิงพาวเวอร์ สเตเดี้ยม
  • กรรมการผู้ตัดสิน : โจน มอสส์

 

ในช่วงวอร์มอัพร่างกายก่อนเริ่มเกมตัวของ เอดิน เซโก้ ได้รับบาดเจ็บ ทำให้ลงสนามเล่นไม่ไหว ทีมแมนฯ ซิตี้ จึงส่ง โฆเซ่ อังเคล โปโซ่ ดาวรุ่งวัย 18 ปีมายืนหน้าเป้าแทน

 

ในนาทีที่ 23 ฝั่งเจ้าบ้านได้ฟรีคิกนอกกรอบ และ เป็น เอสเตบาน กัมบิอัสโซ่ ปั่นข้ามกำแพงก่อนที่บอลจะโค้งหลุดกรอบประตูไปอย่างน่าเสียดาย

 

ในนาทีที่ 30 ทีมเยือนมีโอกาสบ้างจาก ดาบิด ซิลบา เปิดลูกฟรีคิกไปหน้าประตูแล้ว เบน ฮาเมอร์ ออกมาชกบอลเข้าทาง โฆเซ่ อังเคล โปโซ่ ยิงสวนกลับ แต่ก็ไปตรงตัว ฮาเมอร์ รับเอาไว้ได้

 

ในจังหวะถัดมา ทีมเรือใบสีฟ้า ก็ได้มีโอกาสต่อจาก ยาย่า ตูเร่ ทว่ายิงไปติดเซฟของ เบน ฮาเมอร์ ล้มตัวปัดบอลออกไปได้

 

นาทีที่ 39 ทีมแมนฯซิตี้ ก็มาได้ประตูขึ้นนำเมื่อ ซามีร์ นาสีรี่ พาบอลลุยเข้าเขตโทษทางด้านซ้ายก่อนจ่ายให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด ยิงโล่งๆ ผ่าน เบน ฮาเมอร์ เข้าประตู 1 – 0

 

ทำให้หมด 45 นาทีแรก ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมายิงนำ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 1 – 0

 

กลับมาเล่นกันต่อในครึ่งหลังนาที 76  ทีมแมนฯซิตี้ ต้องพบกับข่าวร้ายอีกเมื่อ แว็งซองต์ กอมปานี มาได้รับบาดเจ็บเพิ่มไปอีกคน

 

ในนาทีที่ 83 ทีมเยือนมีโอกาสจาก ยาย่า ตูเร่ พาบอลลุยเข้าเขตโทษด้านขวาก่อนจะยิงแรงข้ามคานไปไกล

 

จบเกม 90 นาที ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกไปเอาชนะ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ได้หวุดหวิด 1 – 0 คว้าสามแต้มตามหลังจ่าฝูง 3 คะแนนเหมือนเดิม

 

มาดูรายชื่อโปรแกรมบอลผู้เล่นทั้งสองทีม

 

 
ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ : ระบบ 4-5-1

 

 

  • ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู : 1.เบน ฮาเมอร์
  • ตำแหน่ง กองหลัง : 2.แดนนี่ ซิมป์สัน, 3.มาร์ซิน วาซิเลฟสกี้, 4.เวส มอร์แกน, 5.พอล คอนเชสกี้
  • ตำแหน่ง กองกลาง : 6.ริยาด มาห์เรซ, 7.แอนดี้ คิง, 8.เอสเตบาน กัมบิอัสโซ่, 9.แดนนี่ ดริ้งค์วอเตอร์, 10.เจ็ฟฟรี่ย์ ชลุปป์
  • ตำแหน่ง กองหน้า : 11.เจมี่ วาร์ดี้

 

 

ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ : ระบบ 4-2-3-1

  • ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู : 1.โจ ฮาร์ท
  • ตำแหน่ง กองหลัง : 2.บาการี ซานญ่า, 3.แว็งซองต์ กอมปานี, 4.เอเลียควิม ม็องกาล่า, 5.กาแอล กลิชี่
  • ตำแหน่ง กองกลาง : 6.แฟร์นันดินโญ่, 7.แฟรงค์ แลมพาร์ด , 8.ซามีร์ นาสีรี่, 9.ยาย่า ตูเร่, 10.ดาบิด ซิลบา
  • ตำแหน่ง กองหน้า : 11.โฆเซ่ อังเคล โปโซ่

วิเคราะห์บอลข่าวฟุตบอลศึกพรีเมียร์ลีก 2014-2015

ฟาน กัล ไม่พอใจฟอร์ม ผี แม้กดชัยเกมลีก 4 นัดติด

แถมยังเจอข่าวเสียวเช็กเข่ารูนี่ย์

 

 

 

โค้ชหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นไม่พอใจกับฟอร์มการเล่นของลูกทีม ถึงแม้ว่าจะเปิดบ้านชนะ ทีมสโต๊ก ซิตี้ 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 14 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม

 
โดยหลังจากที่ ทีมปีศาจแดง เกือบโดน ทีมช่างปั้นหม้อ ตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาเจ็บ จากจังหวะที่มาร์โก อเนาโตวิช ตัวสำรองทีมเยือนยิงไปติดเซฟดาบิด เด เคอา และมาเม่ บิรัม ดิยุฟ จะโหม่งบอลซ้ำ แต่ติดแอชลีย์ ยัง สกัดลูกบนเส้นประตู

 

ซึ่งเจ้าถิ่นได้ประตูในเกมนี้จากมารูยาน เฟลไลนี่ นาทีที่ 21 และฆวน มาต้า ในนาทีที่ 59 ขณะที่สโต๊กสกอร์จากสตีเฟ่น เอ็นซอนซี่ นาทีที่ 39

 

ซึ่งอย่างไรก็ตาม ฟาน กัล นั้นยอมรับว่า แม้ว่าจะไม่พอใจฟอร์มการเล่น แต่ก็กลับรู้สึกโอเคกับผลการแข่งขันที่เก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ และนับเป็นเกมลีกนัดที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัยมาได้

 

และนั่นทำให้ทีมมีสถิติ ชนะ 7 เสมอ 4 แพ้ 3 มี 25 แต้มจากการเตะ 14 นัด รั้งอันดับ 4 ของตารางบอล ซึ่งเป็นโควต้าสุดท้ายในการได้สิทธิไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าต่อไป

 

แต่ว่าทีมกลับต้องพบข่าวไม่ดีนัก หลังจากที่ เวย์น รูนี่ย์ ซึ่งเป็นกองหน้ากัปตันทีมที่มีอาการเจ็บเข่าขวาจนพลาดเกมนี้ ต้องเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดใน วันที่ 3 ธันวาคม อีกครั้ง

 

 

 

รอยส์ คีน ยันพร้อมคืนดี กับเซอร์ แต่อีกฝ่ายต้องยอมขอโทษก่อน

 

รอยส์ คีน ยันพร้อมคืนดี กับเซอร์ แต่อีกฝ่ายต้องยอมขอโทษก่อน

 

หลังจากที่ รอย คีน ซึ่งเป็นอดีตยอดกัปตันฟุตบอล ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้อำลา ทีมปีศาจแดง เมื่อปี 2005 แบบไม่สวย เพราะได้มีปัญหาส่วนตัวกับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เป้นอดีตตำนานกุนซือในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด

 

ซึ่งทั้งคู่มีความบาดหมางกันมาตลอดนับจากนั้น เผยผ่านนิตยสาร โฟร์โฟร์ทู นิตยสารลูกหนังชื่อดังของอังกฤษว่า

 

ตนพร้อมที่จะยุติปัญหาต่างๆ และคืนดีกับ ป๋าเฟอร์กี้ หากฝ่ายหลังยอมเปิดปากขอโทษตัวเองกับเรื่องที่ผ่านมาเสียก่อน

 

และเนื่องจาก คีโน่ ในวัย 43 ปีที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ ทีมแอสตัน วิลล่า นั้นเชื่อว่า

 

เซอร์เฟอร์กูสัน จะต้องเป็นฝ่ายที่ขอโทษ หลังได้ให้สัมภาษณ์ พาดพิงตนในทางเสียหายช่วงที่ย้ายออกมาเมื่อ 9 ปีก่อน

 

 

 

อองรี สนใจอยากร่วมงานกับทีมปืนอีกครั้ง

 

 

หลังจากที่ เธียร์รี่ อองรี ซึ่งเป็นอดีตตำนานขวัญใจของ ทีมอาร์เซนอล ได้ออกมายืนยันว่าสนใจอยากกลับมาเล่นให้กับ ทีมอาร์เซนอลเป็นรอบที่ 3 อีกครั้ง และยังไม่คิดที่จะแขวนสตั๊ดในตอนนี้

 

ซึ่งแฟน ทีมปืนใหญ่ อาร์เซนอล นั้นเตรียมมีลุ้นกันอีกครั้งเมื่อทางด้านของ เธียร์รี่ อองรี ที่เป็นตำนานดาวยิงของทีมสนใจคัมแบ็คกลับมาเล่นให้ ทีมอาร์เซนอล อีกครั้งเป็นรอบที่ 3 หลังเจ้าตัวหมดสัญญากับ ทีมนิวยอร์ค เรดบูลส์ แล้ว

 

โดยที่ อองรี ซึ่งเป็นดาวยิงชาวฝรั่งเศสวัย 37 ปี นั้นได้กลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์หลังหมดสัญญากับต้นสังกัดเก่าอย่าง ทีมนิวยอร์ค เรดบูลส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวสนใจที่อยากกลับมาเล่นใน ประเทศอังกฤษ กับ ทีมอาร์เซนอล อดีตต้นสังกัดเก่าอีกครั้ง

 

ซึ่งเข้ายังได้กล่าววิเคราะห์บอลว่า ผมยังไม่ยุติเส้นทางสายอาชีพ ผมมีความต้องการอยากที่จะกลับไปเล่นให้กับอาร์เซนอลอีกครั้ง แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความต้องการของผม ทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้น ผมคิดว่าผมยังเล่นได้อยู่ อีกไม่นานคงจะได้เห็นอะไรเกิดขึ้นบ้าง อองรี ได้กล่าว

 

และ ทีมอาร์เซนอล นั้นกำลังประสบปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บมากมายเล่นงาน อีกทั้งปัญหาในแดนหน้าที่เวนเกอร์ยังต้องการเพิ่มเติมทำให้การมาของอองรีอาจเป็นคำตอบที่เวนเกอร์ต้องการได้ในช่วงเดือนมกราคมนี้

 

 

 

เสี่ยวิชัย สั่งให้ เฮเลค็อปเตอร์ ลงจอดรับในสนาม+คลิป

 

 

หลังจากที่ เสี่ยวิชัย ได้สั่งเฮลิค็อปเตอร์ส่วนตัวลงมารับกลางสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เล่นทำเอาพิธีกรชื่อดังต่างหัวเราะกันยกใหญ่

 

 

โดยเมื่อนายวิชัย ศรีวัฒนประภา นักธุรกิจชาวไทยกลุ่มกิจการ คิง เพาเวอร์ และเจ้าของ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ดูค่อนข้างจะเร่งรีบเดินทางกลับ ก่อนที่จะสั่งให้เฮลิค็อปเตอร์ส่วนตัวลงมาจอดรับกลาง สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม หลังเกมที่สโมสรของเขาเปิดบ้านพ่ายต่อ ทีมลิเวอร์พูล 1-3 ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

 

และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจบการแข่งขันไม่นาน ขณะที่พิธีกรดังกำลังพูดถึงหลังเกม ทีมเลสเตอร์ กับ ทีมลิเวอร์พูล ซึ่งพิธีกรประกอบด้วย

  • ร็อบบี้ ซาเวจ
  • ไมเคิ่ล โอเว่น
  • สตีฟ แม็คมานามาน

 

 

ก็ได้เหลือบไปเห็นและเกิดอาการขำไปชั่วขณะ

 

 

ซึ่งเมื่อได้เห็นมหาเศรษฐีชาวไทยวัย 56 ปี กำลังเดินมาที่เฮลิค็อปเตอร์เพื่อเดินทางกลับ และได้ถูกตากล้องของ BT Sport ที่เป็นสถานีโทรทัศน์เมืองผู้ดี จับภาพใว้ได้

 

และปัจจุบัน ทีมจิ้งจอกสยาม ที่อยู่ภายใต้การคุมทีมของ ไนเจล เพียร์สัน เสี่ยงตกชั้นอย่างมาก เนื่องจากยังไม่ชนะคู่แข่งมานาน 9 เกม และจมบ๊วย ด้วยผลงาน เก็บ 10 แต้ม จากการลงสนาม 14 เกม

 

 

ทีมยอดเยี่ยมศึกพรีเมียร์ลีก ในสัปดาห์ที่ 13

สมอลลิ่ง,จีเจ,เวลเบ็ค ติดโผทีมยอดเยี่ยมศึกพรีเมียร์ลีก ในสัปดาห์ที่ 13

 

 

 

ก็ได้ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เกมนัดที่ 13 ของฤดูกาล 2014-2015

 

 
โดยที่เกมเมื่อวันเสาร์ ที่ทีม ปีศาจแดง แมนยูไนเต็ด ได้เปิดรังโอลด์แทร็ฟฟอร์ดถล่ม ทีมฮัลล์ ซิตี้ 3-0 พร้อมกับยึดอันดับที่ 4 ในตารางมาจาก ทีมอาร์เซน่อล ที่ต่างก็เก็บชัยชนะได้เช่นกัน

 

ซึ่งสำหรับประตูชัยของ แดนนี่ เวลเบ็ค นั้นก็ยังทำให้ทีมเดอะกันเนอร์ส ยังคงอยู่ในเส้นทาง โควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก

 

หลังจากที่ ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่กว่าจะเอาชนะ ทีมสโต๊ก ซิตี้ ได้ ก็เล่นเอาเหงื่อตก เมื่อมาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกม จาก เกล็น จอห์นสัน

 

และแชมป์เก่าอย่าง ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้นยังฟอร์มดีเหลือเกิน โดยที่ได้บุกไปถล่มทีมฟอร์มแรงอย่าง ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน คาบ้าน 3-0 พร้อมกับแซงทีมนักบุญ ขึ้นไปอยู่ที่ 2 ของตาราง

 

ซึ่งในขณะที่ ทีมเชลซี จ่าฝูงของ ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด นั้นฟอร์มต้องมาสะดุด เมื่อเก็บได้แต้มเดียว ในเกมที่บุกไปเยือน ทีมแมวดำ ซันเดอร์แลนด์ 0-0 แต่พวกเขายังคงรักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้อย่างเหนียวแน่นต่อไป

 

รายชื่อทีมยอดเยี่ยมในสัปดาห์นี้ มีใครกันบ้างลองไปดูกันครับ

 

1.ตำแหน่งผู้รักษาประตู

  • ซิมง มิโญเล่ต์ ทีมลิเวอร์พูล

 

 

2.ตำแหน่งกองหลัง

  • คริส สมอลลิ่ง ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด
  • แวงซองต์ กอมปานี   ทีมแมนฯ ซิตี้
  • เกล็น จอห์นสัน ทีมลิเวอร์พูล
  • กาแอล กลีชี่  ทีมแมนฯ ซิตี้

 

 

3.ตำแหน่งกองกลาง

  • ลีรอย เฟอร์ ทีมควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส
  • ยาย่า ตูเร่  ทีมแมนฯ ซิตี้
  • ราฮีม สเตอร์ริ่ง  ทีมลิเวอร์พูล

 

 

4.ตำแหน่งกองหน้า

  • เวนย์ รูนี่ย์  ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด
  • แดนนี่ เวลเบ็ค  ทีมอาร์เซน่อล
  • แฮร์รี่ เคน ทีมสเปอร์ส

 

 

เจิดอาจเลิกเล่นตอนจบซีซั่น,และเตรียมสอบโค้ช

 

 

 

ซึ่งสำหรับ สื่อ สตาร์สปอร์ต  ที่เป็นสื่อดังแดนผู้ดี รายงานว่า สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กัปตันหงส์แดงกำลังวางแผนแขวนสตั๊ดหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ แม้ว่า ทีมลิเวอร์พูล เสนอสัญญาฉบับใหม่ให้ก็ตาม

 

ซึ่งสัญญาของนักเตะวัย 34 ปีนั้นจะสิ้นสุดในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ทว่าการพูดคุยอนาคตยังคืบหน้าไปไม่ถึงไหน เนื่องจาก ทีมหงส์แดง ต้องการให้ลดค่าแรงเกือบครึ่งจากเดิมต้องจ่ายถึง 140,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เพื่อแลกสัญญาสองปี

 

และ เจอร์ราร์ด นั้นได้วิเคราะห์ผลบอลเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะยังไม่รีไทร์และอาจย้ายไปเล่นต่างแดน หากหมดสัญญากับ ทีมหงส์แดง ซึ่งอาจจะเป็นในเมเจอร์ลีก ของสหรัฐอเมริกาแทน

 

โดยที่ตามรายงานของสื่อดังระบุว่า อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญ แต่กังวลกับสภาพร่างกายที่ระยะหลังบาดเจ็บบ่อย รวมถึงฟอร์มการเล่นที่ดร็อปลงไปเยอะ จึงไม่อยากอยู่ในสภาพแก่เกินแกงและเลิกเล่นไปเลยเมื่อจบฤดูกาล

 

และเจอร์ราร์ด นั้นยังได้วางแผนเอาไว้แล้วว่า หลังแขวนสตั๊ดก็จะเตรียมสอบประกาศนียบัตรวิชาชีพการเป็นโค้ช แล้วปูทางก้าวขึ้นเป็นกุนซือในอนาคตต่อไป

 

 

 

บาโลเตลลี่ ได้โพสต์เหยียดยิว

 

 

และหลังจากที่ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เป็นกองหน้าเจ้าปัญหาของ ทีมลิเวอร์พูล หาเรื่องใส่ตัวอีกครั้งและมีสิทธิ์โดนสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ สั่งแบนยาว 5 นัด หลังจากโพสต์ภาพและข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัว mb459 โดยมีเนื้อหาที่ต่อต้านชาวยิว

 

ถึงแม้ว่าเกรียนโอ้ ยังได้โพสต์ภาพ ซูเปอร์มาริโอ้ ตัวการ์ตูนจากเกมชื่อดัง พร้อมข้อความประกอบว่า เลิกเป็นพวกเหยียดผิวได้แล้ว เป็นแบบมาริโอ้สิ เขาเป็นช่างปะปาชาวอิตาเลี่ยน ถูกสร้างขึ้นโดยคนญี่ปุ่น ที่พูดภาษาอังกฤษ แต่หน้าตาเหมือนคนเม็กซิกัน

 

และในขณะที่ข้อความด้านล่างของภาพคือ กระโดดเก่งเหมือนคนผิวดำและคอยเก็บเหรียญแบบพวกยิว

 

โดยที่หลังจากได้โพสต์ออกไปไม่นาน บาโลเตลลี่ ได้ลบภาพนี้ออกไปจากอินสตาแกรม ก่อนทวีตข้อความในทวิตเตอร์ว่า แม่ตรูเป็นยิวนะ พวกเอ็งหุบปากซะทีเหอะ

 

และโฆษกโปรแกรมบอลของ ทีมลิเวอร์พูล ออกแถลงการณ์ว่า สโมสรฯทราบดีว่าการโพสต์เช่นนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งข้อความและภาพนี้ได้ถูกลบออกไปแล้ว แต่สโมสรฯ จะเรียก บาโลเตลลี่ มาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป

 

ซึ่งเอฟเอ นั้นเตรียมที่จะเข้ามาสอบสวนในเรื่องนี้แล้ว และถ้าหาก บาโลเตลลี่ โดนตั้งข้อหาที่ไปเหยียดเชื้อชาติชาวยิว เจ้าตัวมีสิทธิ์โดนแบนยาว 5 นัด รวมถึงอาจจะโดนปรับเงินก้อนโตอีกด้วย

 

 

 

ผลบอล: ทีมทอฟฟี่บุกเชือดทีมโวล์ฟสบวร์กคาบ้าน 2-0 +คลิป

ทีมทอฟฟี่บุกเชือดทีมโวล์ฟสบวร์กคาบ้าน 2-0 +คลิป

 

 

 

สำหรับทีมทอฟฟี่ ที่ได้ ลูกากู ควง มิราลาส ซัดคนละลูก พาทีมบุกมาทุบ ทีมหมาป่าเมืองเบียร์ ถึงบ้าน 2-0 ทำคะแนนนำเพิ่มเป็น 11 แต้ม รั้งจ่าฝูงกลุ่มเอชต่อ ทะลุเข้ารอบน็อกเอาท์ ศึกยูโรปา ลีก เรียบร้อย
โดยที่การแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรปา ลีก นัดที่ 5 ของกลุ่มเอช เป็นการลงสนามระหว่าง ทีมหมาป่าเมืองเบียร์ โวล์ฟสบวร์ก เปิดสนามโฟล์คสวาเก้น อารีน่า ต้อนรับการมาเยือนของ ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน

 

 

เริ่มเกมได้เพียง 13 นาที ทีมเอฟเวอร์ตัน เกือบเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อนจากลูกเตะมุม ลุค การ์บัตต์ โยนไปที่เสาไกลให้ ซิลแว็ง ดิสแต็ง เทกตัวขึ้นโขกจ่อๆ 6 หลา บอลตกพื้นกระดอนผ่านมือ ดิเอโก้ เบนาโญ่ ไปได้แล้ว แต่กลับพุ่งไปชนคาน ก่อนจะถูกแนวรับ โวล์ฟบวร์ก เคลียร์ออกไปได้

 

 

ในนาทีที่ 22 ทีมโวล์ฟบวร์ก น่าจะได้ประตูนำไปก่อน จากจังหวะที่บุกจากฝั่งขวา นิคลาส เบนท์เนอร์ ส่งบอลไปที่หน้าประตูให้ อิวาน เปริซิช ชาร์จจ่อๆ เข้าไป แต่ไลน์แมนกลับยกธงเป็นลูกล้ำหน้าเสียก่อน แต่เมื่อดูจากภาพช้าจะเห็นว่า เปริซิช อยู่ในไลน์พอดีกับแนวรับทีมเยือน

 

 

นาทีที่  31 ทีมเอฟเวอร์ตัน ที่ต้องมาเสีย เจมส์ แม็คคาร์ธี่ หลังจากที่มีปัญหาบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ต้องเอา ลีออน ออสแมน ลงสนามมาเล่นแดนกลางแทน

 

 

ในนาทีที่ 43 ในที่สุดก็มีประตูแรกของเกมเกิดขึ้นจนได้ จากการเล่นสวนกลับเร็วของ ทีมเอฟเวอร์ตัน เควิน มิราลาส กระดกผ่านแนวรับ โวล์ฟบวร์ก ไปให้ โรเมลู ลูกากู วิ่งเข้าไปที่บอลโดยเบียดเอาชนะ จูเนียร์ มาล็องด้า แล้วลากไปที่หน้าประตู ก่อนตัดสินใจซัดด้วยซ้ายหนีมือ ดิเอโก้ เบนาโญ่ เข้าไป ทีมทอฟฟี่ ออกนำไปก่อน 1-0

 

 

ซึ่งช่วงท้ายครึ่งแรก หลุยซ์ กุสตาโว่ ต้องมารับใบเหลืองเป็นคนแรก จากจังหวะที่ไปดักขาใส่ มิราลาส แบบน่าเกลียดในจังหวะที่ตัวเองล้มไปแล้ว จากนั้นไม่มีอะไรอีก หมดครึ่งแรก ทีมเอฟเวอร์ตัน นำผลบอล 1-0

 

 

กลับมาต่อความมันส์ในช่วงครึ่งหลัง ทีมโวล์ฟสบวร์ก เริ่มบุกทันทีเพื่อหวังตีเสมอให้ได้โดยเร็วในนาทีที่ 47 อารอน ฮันท์ โยนลูกเซ็ตพีซมาให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้กดด้วยขวา แต่บอลกลับหลุดกรอบออกไป

 

 

นาทีที่ 57 ทีมหมาป่าเบียร์ นั้นยังทำประตูตีเสมอเป็นครั้งที่สองไม่ได้ เมื่อ นิคลาส เบนท์เนอร์ โขกบอลที่ อิวาน เปริซิช โหม่งตั้งมาให้ผ่านมือ ทิม ฮาวเวิร์ด เข้าไปแล้ว แต่ไลน์แมนนั้นยกเป็นลูกล้ำหน้าเสียก่อน เนื่องจากดาวเตะเดนมาร์กล้ำหน้าก่อนแล้วในจังหวะที่ เปริซิช โหม่งตั้งมาให้

 

 

ซึ่งหลังจากนั้น เปริซิช ก็ต้องมารับใบเหลืองเป็นคนที่สองของทีม จากการเข้าไปโวยวายในจังหวะดังกล่าว

 

 

นาทีที่ 61 ทีมเอฟเวอร์ตัน น่าจะได้ประตูหนีห่างเป็นผลบอล 2-0 เมื่อ ลูกากู ได้ลากเข้าเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนจะซัดมุมแคบไปถูก เบนาโญ่ ล้มตัวบล็อกไว้ได้ ลูกลอยเข้าทาง ไอเด้น แม็คเกียดี้ วิ่งมาซัดตรงกลางประตูแบบไม่มีใครประกบ แต่สุดท้ายเจ้าตัวกลับยิงโด่งข้ามคานออกไปแบบเหลือเชื่อ

 

 

นาทีที่ 63 ทีมโวล์ฟบวร์ก ไม่อยู่เฉย ได้จัดการส่ง ดาเนี่ยล คาลิกูรี่ ลงมาเสริมเกมรุกในแดนกลางเพิ่มเติม โดยถอดเอา จูเนียร์ มาล็องด้า ออกไปจากสนาม

 

 

นาทีที่ 73 ทีมทอฟฟี่น้ำเงิน ได้ถอดเอา ซามูเอล เอโต้ ดาวยิงจอมเก๋า ที่เกมนี้แทบไม่มีบทบาทต่อเกมออกไป ก่อนจะให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงสนามมาแทน

 

 

ซึ่งเกมนั้นยังเข้าทางทีมเยือนต่อเนื่อง และคราวนี้ทีมก็มาได้ประตูเพิ่มเป็น 2-0 สำเร็จ ในนาทีที่ 75 จากจังหวะสวนกลับ เควิน มิราลาส รับบอลที่ ลูกากู แทงทะลุแนวรับจากกลางสนามเข้าตรงกลาง ก่อนดาวเตะเบลเยียมจะลากหนีตัวประกบแล้วเข้าซัดผ่านตัว ดิเอโก้ เบนาโญ่ เข้าไปแบบง่ายๆ

 

 

นาทีที่ 76 เจ้าถิ่นทิ้งไพ่ใบสุดท้ายทันทีด้วยการส่ง มักซิมิเลียน อาร์โนลด์ กับ อิวิก้า โอลิช ลงสนามมาแทน อารอน ฮันท์ และนิคลาส เบนท์เนอร์ เพื่อหวังตีไข่แตกให้ได้

 

 

นาทีที่ 83 ทีมเอฟเวอร์ตัน ได้วิเคราะห์บอลและเปลี่ยนตัวสำรองคนสุดท้าย ส่งคริสเตียน อัตซู ลงสนาม และถอดเอา เควิน มิราลาส ผู้ยิงประตูที่สองของทีมออกไปพัก

 

 

ในช่วงท้ายเกมยังเป็นทีมเยือนที่ขึงเกมใส่เจ้าถิ่นได้มากกว่า แต่สุดท้ายบวกเพิ่มไม่ได้ หมดเวลา ทีมเอฟเวอร์ตัน บุกมาเอาชนะ โวล์ฟบวร์ก ไปได้ 2-0 เก็บเพิ่มเป็น 11 คะแนน ครองอันดับที่ 1 ของกลุ่ม H ต่อไปอย่างเหนียวแน่น พร้อมกับผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ของโปรแกรมบอล ศึกยูโรปา ลีก ไปได้เป็นที่เรียบร้อย

 

 

มาดูรายชื่อผู้เล่น ทีมโวล์ฟสบวร์ก 4-2-3-1 :

  1. ดิเอโก้ เบนาโญ่
  2. แวร์รินย่า
  3. นัลโด้
  4. โรบิน คน็อคเค่อ
  5. มาร์เซล ชาร์เฟอร์
  6. หลุยซ์ กุสตาโว่
  7. จูเนียร์ มาล็องด้า เปลี่ยนตัว ดาเนี่ยล คาลิกูรี่ ลงมาในนาทีที่ 63
  8. เควิน เดอ บรอยน์
  9. อิวาน เปริซิช
  10. อารอน ฮันท์ เปลี่ยนตัว มักซิมิเลียน อาร์โนลด์ ลงมาในนาทีที่ 76)
  11. นิคลาส เบนท์เนอร์ เปลี่ยนตัว อิวิก้า โอลิช ลงมาในนาที่ 76

 

 

รายชื่อผู้เล่นสำรอง :

  1. มักซ์ กรุน
  2. ทิมม์ โคลเซ่
  3. เซบาสเตียน ยุง
  4. คริสเตียน แทรช

 

 

มาดูรายชื่อผู้เล่น ทีมเอฟเวอร์ตัน 4-4-1-1 :

  1. ทิม ฮาวเวิร์ด
  2. โทนี่ ฮิบเบิร์ต
  3. ฟิล จากีลก้า
  4. ซิลแว็ง ดิสแต็ง
  5. ลุค การ์บัตต์
  6. ไอเด้น แม็คเกียดี้
  7. มูฮาเหม็ด เบซิช
  8. เจมส์ แม็คคาร์ธี่ เปลี่ยนตัว ลีออน ออสแมน ลงมาในนาทีที่ 31
  9. เควิน มิราลาส เปลี่ยนตัว คริสเตียน อัตซู ลงมาในนาที่ 83
  10. ซามูเอล เอโต้ เปลี่ยนตัว รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงมาในนาทีที่ 72
  11. โรเมลู ลูกากู

 

 

รายชื่อผู้เล่นสำรอง :

  1. โจเอล โรเบิ้ล
  2. เชมัส โคลแมน
  3. ไทเอียส บราวน์นิ่ง
  4. อารูน่า โคเน่

 

 

กรรมการผู้ตัดสิน : เฟร์นานโด เตเซร่า บิเตียเนส ประเทศสเปน

 

 

 

 ติดตามชมไฮไลท์ฟุตบอล ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ได้ที่นี่